Review ทริปลุยเดี่ยว Backpack ญี่ปุ่น & มาเลเซีย ทั้งทริปแค่ 14,2XX บาท

1430919875-A0Cover1-o (1)

กด Like ติดตาม Fanpage M Journey – เอ็ม พาบิน : คลิกที่นี่


สวัสดีทุกท่านนะครับ วันนี้ผมจะมารีวิว ทริป Backpack ลุยเดี่ยว ทริปเดียวเที่ยว 2 ประเทศ Japan (Kansai)& Malaysia ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา 11-16 เม.ย. 2015 ครับ ทริปนี้ใช้จ่ายไปทั้งทริปเพียง 14,215 บาท เท่านั้นครับ (รวม ค่าตั๋ว+ ค่าที่พัก+ค่ากิน+ค่าเดินทาง+อื่นๆ ล่างๆ ผมจะมีตารางสรุปค่าใช้จ่ายให้ดูครับ)

ครั้งนี้มีโอกาสได้ลุยเดี่ยวเลยครับ เพราะว่าเป็นทริปที่ปุบปับมากๆ ตัดสินใจจองตั๋ว วันที่ 5 เม.ย. และต้องเดินทางวันที่ 11 เม.ย มีเวลาแค่ประมาณ 5 วันในการเตรียมทริป ชวนใครเค้าก็คงเตรียมตัวไม่ทันแน่  ก็เลยลุยเดี่ยวซะเลย  ระหว่างทริปได้ประสบการณ์การเดินทางต่างๆ มากมายครับ วันนี้ก็เลยจะมารีวิวการเดินทาง และสิ่งต่างๆ ที่ได้ไปพบเจอมา และความประทับใจ น้ำใจที่ได้รับ  รีวิวนี้ก็จะบอกทั้งค่าใช้จ่าย รายละเอียดการเดินทางไปที่ต่างๆ ด้วย เผื่อใครสนใจตามทริป จะได้เที่ยวตามกันได้นะครับ

ทริปนี้วางทริปให้สามารถเที่ยวได้  2 ประเทศ ทั้ง มาเลเซีย และ ญี่ปุ่น โดยเป้าหมายหลักจริงๆ คือ ไปเที่ยวญี่ปุ่น แถบคันไซ ครับ โดยไปลงที่โอซาก้า แต่มันต้องไปขึ้นเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ ก็เลยจองตั๋วไปแวะเที่ยวกัวลาลัมเปอร์ก่อน ซัก 2 วัน ก่อนเดินทางไปโอซาก้า เพราะยังไม่เคยไปเที่ยวมาเลเซียเลย ส่วนญี่ปุ่น ไปครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แต่ ที่ๆ ไปเที่ยวในทริปนี้เกือบทุกสถานที่คือเป็นการไปเที่ยวเป็นครั้งแรกครับ เพราะครั้งที่แล้วไปเก็บไม่หมด รอบนี้ก็ไม่หมดครับ ฮ่าๆ รอบนี้ก็เลยเน้นไปเก็บสถานที่ท่องเที่ยว แบกเป้ แบกกล้องและขาตั้งกล้องไปเที่ยวด้วยทั้งวัน ตั้งใจจะไปเก็บภาพสวยๆ กลับมาให้ชมกัน แต่จะได้รูปกลับมามากน้อยแค่ไหน เดี๋ยวไปติดตามและเที่ยวพร้อมกันเลยครับ ^^

***รีวิวแบบม้วนเดียวจบเหมือนเดิมนะครับ อาจจะยาวหน่อย ตั้งใจมาแบ่งปันข้อมูลการเดินทางจริงๆ ครับ แบบที่อ่านแล้วให้เที่ยวตามกันได้เลย ถ้าพี่ๆ เพื่อนๆ อ่านแล้วชอบรบกวน กดปุ่ม + โหวต ที่มุมซ้ายล่างนี้ เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ มีโอกาสได้เดินทางจะกลับมารีวิวเรื่อยๆ ครับ

จุดเริ่มต้นของทริปนี้พอดีไปเจอว่าทาง airasiaX มีโปรแลกแต้ม บินจากกัวลาลัมเปอร์ ก็เลยดูว่ามีเส้นทางไหนบ้างที่พอจะมีตั๋วว่างช่วงสงกรานต์ จะได้ไปเที่ยวแบบไม่ต้องลางาน เลยไปเจอเป็นเส้นทางโอซาก้า ได้มาในราคา ไปกลับ 2100 บาท + แต้มที่ใช้แลก (กัวลาลัมเปอร์ – โอซาก้า) จองไว้วันที่ 13-16 เมษา แต่ตอนแรกยังไม่ได้จอง ต้องมาหาตั๋วจากกรุงเทพ ไป กัวลาลัมเปอร์ ก่อน ซึ่งตั๋วช่วงสงกรานต์ของแอร์เอเชีย แพงมาก ประมาณ 6,000 บาท Up ก็เล่นหาตั๋วใกล้วันเดินทางมันก็ประมาณนี้หละครับ สำหรับแอร์เอเชีย ซึ่ง ราคานี้ ไม่รวมบริการเสริมอะไรเลย ผมรับไม่ได้ครับ ไม่จองเด็ดขาด เหมือนจะไม่ได้ไปแล้ว ก็เลยนึกขึ้นได้ ยังมี Malaysia Airline อีกนี่หน่า ก็เลยคลิกเข้าไปเช็คราคาก็เลยได้มาในราคา 4,945 บาท จองในเว็บสายการบินโดยตรงเลยครับ ถูกกว่าพวกเว็บค้นหาตั๋วอย่าง Expedia หรือ skyscanner ฯลฯ ซึ่งราคานี้สำหรับสายการบิน Full Service ผมรับได้ครับ(จริงๆ เช็คราคาอีกหลายสายการบินครับ แต่อันนี้แหละถูกและคุ้มสุดแล้วครับ)

#Japantrip , #Kansaitrip , #Malaysiatrip  , #เที่ยวญี่ปุ่น , #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง , #เที่ยวโอซาก้า , #เที่ยวโกเบ , #เที่ยวเกียวโต , #เอ็มพาบิน , #‎MjourneyPrabin‬ , #MalaysiaAirlines , #มาเลย์เซียแอร์ไลน์ , #AirasiaX , #แอร์เอเชีย , #Airasia

พอจองตั๋วเสร็จ มาเข้าสู่ขั้นตอนเตรียมตัวก่อนการเดินทางกันครับ
ทริปนี้วางทริปว่าจะไปแบบ Backpack แบกกล้องเที่ยวถายรูปครับ และตั้งใจว่าจะกินเที่ยวแบบประหยัดๆ เพราะทริปนี้เป็นทริปด่วนที่แทรกมา ไม่ได้อยู่ในแพลนเลยตั้งแต่ตอนแรก และปลายเดือน พ.ค. นี้ก็ต้องไปเที่ยวไต้หวันอีก จองตั๋วโปรของ Tiger air ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว (ได้ราคาไปกลับ 2,100 บาท) ทริปนี้ก็เลยเน้นเที่ยว ไม่เน้นช๊อปครับ ฮ่าๆ

การจัดกระเป๋าสำหรับ Backpack
ผมว่ามันค่อนข้างเป็นเรื่องยากสำหรับผมมากครับ ปกติก็จะเสียตังค์ซื้อโหลดกระเป๋าตลอด อยากเอาอะไรไปก็หยิบๆ ใส่เลย แต่ทริปนี้ไม่ซื้อน้ำหนักกระเป๋า ก็เลยเอาไปได้เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ขนาดว่าเลือกเฉพาะที่จำเป็นแล้วนะครับ แต่กระเป๋าปิดไม่ได้ ก็เลยต้องหยิบร้องเท้า ผ้าห่ม และกางเกงยีนส์ ออก สรุป กางเกงยีนส์ตัวเดียวทั้งทริป รองเท้าก็คู่เดียว มีนอนสนามบินด้วยครับ อ้าว ลุยเต็มที่เลยทริปนี้

**********************************

11/04/2015

มาเริ่มเดินทางกันเลยครับ เริ่มต้นก็ต้องไปเช็คอินที่ เคาน์เตอร์ของ Malaysia Airline กันก่อนครับ ขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ วันนี้ผมบินไฟล์ทดึก เวลา 20.50 น.(ไฟล์ทนี้ราคาถูกสุด)เช็คอินที่ แถว G นะครับ พอไปถึงเคาน์เตอร์ ก็เช็คอินปกติ เป็น จนท การบินไทยที่มาคอยเช็คอินให้ ก็เลยเลือกที่นั่งติดทางเดินครับ จะได้ออกง่ายๆ จนท ก็จัดให้นั่งหน้าสุดเลย

จากนั้นก็ผ่าน ตม. เข้าไปด้านในกันครับ เดี๋ยวไปเดินดูของที่ Duty free ก่อน และก็ไปนั่งเล่นรอในเลานจ์ของ King Power ก่อนครับ ใครที่ถือบัตรสมาชิก  King Power อยู่ สามารถเข้าไปได้ฟรีเลยนะครับ พาผู้ติดตามเข้าไปได้ อีก 2 คนครับ เลานจ์ ของ King Power จะอยู่ทางปีกซ้ายของสนามบินนะครับ พอผ่าน ตม เสร็จ ให้เลี้ยวซ้าย เดินไปเรื่อยๆ จนเจอศาลาไทย จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายอีกที มองเข้าไปก็จะเจอครับ ก็มาหาอะไรกินรองท้องกันได้ก่อนเดินทาง ด้านในก็จะมีพวกน้ำ กาแฟ ขนม และของกินเล็กๆ น้อยๆ ครับ ก็มีให้เลือกหลายอย่างอยู่ ชอบสุดน้ำบ๊วยครับ ผมว่าอร่อยดี ^^

และแล้วก็ได้เวลาขึ้นเครื่องครับ เป็นรุ่น Boeing 737-800 ที่นั่งจะเป็นแบบ 3-3 พอเครื่องขึ้นได้ระดับแล้ว แอร์ก็เริ่มเสริฟ น้ำเสริฟอาหารครับ บินไฟล์ทดึกก็เลยได้มาเป็น แซนวิซ ครับ แอบผิดหวังกับอาหารเล็กน้อย ส่วนเครื่องดื่มก็ขอได้เรื่อยๆ ครับ ฝรั่งนั่งข้างผมสั่งเบียร์กิน 3 กระป๋อง ผมนี่แอบอิจฉา คุ้มเลยอะ ฮ่าๆ แต่ผมไม่อยากกินเพราะไปคนเดียว เดี๋ยวเมาละจะงานเข้า ฮ่าๆ ระบบ Entertainment เค้าค่อนข้างโอเคนะครับ จะมีเดินมาแจกหูฟังก่อนเครื่องขึ้น มีที่เสียบ USB ได้ 1 ช่อง เอาไว้เสียบชาร์จมือถือนะครับ กระเป๋าสัมภาระ โหลดได้ฟรี 30 กิโล เลยนะครับ แต่ผมก็ไม่โหลด เพราะกระเป๋าผมใบเล็กๆ ถือขึ้นเครื่องเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องกังวลว่ากระเป๋าจะเสียหายหรือของจะถูกรื้อค้น จากการโหลดกระเป๋าด้วยครับ แต่ก็รู้สึกว่าใช้สายการบิน Full service ไม่ค่อยคุ้มเท่าไรครับ ฮ่าๆ

#Japantrip , #Kansaitrip , #Malaysiatrip  , #เที่ยวญี่ปุ่น , #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง , #เที่ยวโอซาก้า , #เที่ยวโกเบ , #เที่ยวเกียวโต , #เอ็มพาบิน , #‎MjourneyPrabin‬ , #MalaysiaAirlines , #มาเลย์เซียแอร์ไลน์ , #AirasiaX , #แอร์เอเชีย , #Airasia

*********************************

12/04/2015

เครื่องลงที่ สนามบินกัวลาลัมเปอร์ อาคาร KLIA ประมาณเที่ยงคืน ที่มาเลเซียไม่ต้องเขียนใบผ่าน ตม นะครับ ใช้แค่พาสปอร์ต ก็ได้เลย พอผ่าน ตม มาก็ตั้งใจว่าคืนนี้จะไปนอน โรงแรมแคปซูล ที่อยู่อาคาร KLIA2 แต่ไปถึงรถบัส Airport Liner ที่รับส่งระหว่างอาคาร วิ่งแค่ถึงเที่ยงคืน ไม่ทันละ ถามคนแถวนั้นก็บอกว่าเวลานี้คงต้องไปแท๊กซี่แล้วละ แต่ผมไม่อยากไปแท๊กซี่กลัวโดนฟันราคา พอดีตอนเดินมาเห็นป้ายโรงแรม Sama-Sama Hotel  ก็เลยเดินกลับมาถามโรงแรมนี้ก่อนว่าราคาเท่าไร พอเดินเข้าไปภาพแรกที่เห็นคือเหล่าแอร์และกัปตัน กำลังเช็คอินกันอยู่ ตอนนั้นเริ่มรู้สึกแล้วว่าที่นี่มันคงไม่เหมาะกับเรา แต่ก็เข้าไปถามราคานะ ว่าคืนเท่าไร ได้รับคำตอบมาว่า คืนละ พันกว่า(ริงกิต) ประมาณ หมื่นบาทไทย เริ่มช๊อค แต่สีหน้านิ่งมาก ฮ่าๆ นี่ตรูแลกเงินมาแค่ 2500 บาท เองนะ(นึกในใจ) แล้ว จนท ก็ถามว่าพรุ่งนี้คุณจะบินไฟล์ทกี่โมงเหรอ ก็เลยบอกไปว่า 8 โมง แล้วเค้าก็เลยเสนอราคาใหม่มาให้ เป็น ห้าร้อยกว่าริงกิต ตกห้าพันกว่าบาทไทย ก็ไม่ไหวอยู่ดี ฮ่าๆ ไปดีกว่า หานอนสนามบินก็ได้ อีก 4 ชั่วโมงก็จะเช้าละ

เดินกลับเข้าไปที่อาคาร KLIA ครับ หาที่นอน สังเกตว่าตรงชั้น ขาออก คนนอนกันค่อนข้างเยอะ ผมก็เลยลงมาชั้น 2 เก้าอี้ว่างเต็มเลยคืนนี้นอนตรงนี้ละ แต่ก็นอนไม่ค่อยหลับหรอกครับ แอร์เย็นมาก ยิ่งดึกยิ่งหนาว พอเช้าแล้วก็เลย กลับไปขึ้น รถบัส Airport Liner ไปอาคาร KLIA2 ค่าโดยสาร 1 ริงกิตเองนะครับ 8.9 บาท ได้ขึ้นรอบประมาณ 6 โมงเช้า แต่รอบแรกจริงๆจะรอบ 5.30 น. อาคารอยู่ไกลกันพอสมควรนะครับ นั่งรถประมาณ 10 นาทีน่าจะได้

พอถึงอาคาร KLIA2 ก็เจอ โรงแรมแคปซูล อยู่ตรงที่จอดรถบัสเลย ชั้น 1 เผื่อใครจะมานอนนะครับ จากนั้นก็หาวิธีเข้าเมืองกัน โดยสนามบินจะห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 กว่าโล

วิธีการเดินทางออกจากสนามบินเข้าเมือง ที่นิยมกันจะมี 2 วิธีครับ
1.รถไฟ KLIA Ekspres จากสนามบินไป KL Sentral ราคา 35 ริงกิต ใช้เวลาเดินทางประมาณ ครึ่งชั่วโมง
2.Sky Bus จากอาคาร KLIA 2 – KL Sentral ราคา 10 ริงกิต ใช้เวลาเดินทางประมาณ เกือบ 1 ชั่วโมงครับ

*** KL Sentral เป็นสถานีศูนย์กลางที่รวมทุกการขนส่งของเมืองกัวลาลัมเปอร์ ทั้งรถไฟ รถบัส ฯลฯ(Sentral , Ekspres เป็นภาษามาเลย์นะครับ ผมไม่ได้พิมพ์ผิดแต่อย่างใด ตอนไปแรกๆ ผมก็ไม่ค่อยคุ้นครับ เพราะเค้าจะเป็นอักษรเหมือนภาษาอังกฤษเลย)
***กดดูแผนที่รถไฟฟ้ากัวลาลัมเปอร์
[Spoil] คลิกเพื่อซ่อนข้อความ  

สำหรับวันนี้ผมเลือกเดินทางโดย Sky Bus ครับ ถูกดี เวลาก็ไม่ได้ต่างกันเยอะ ขึ้นรถได้ ผมก็หลับยาวเลย ตื่นอีกที่ก็ที่สถานี KL Sentral เลย จากนั้นก็เดินทางเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่พักก่อนครับ

ที่พักที่กัวลาลัมเปอร์ Orange Pekoe Guesthouse

การเดินทาง : เริ่มต้นที่สถานี KL Sentral จากนั้นนั่งรถไฟ Monorel ไปลงที่สถานี Raja Chilan

แล้วก็เดินหาที่พักกันเลย Print แผนที่มาพร้อม แต่ถนนชื่อนี้มันอยู่ตรงไหนหว่า ฮ่าๆ ทำไมไม่เจอ ก็เลยต้องถามคนแถวนั้น พอหาถนนเจอแล้วก็เดินตามแผนที่เลยครับ เจอเลยทีนี้

ผมเลือกพักที่ Orange Pekoe Guesthouse ห้องเดี่ยวห้องน้ำในตัว รวมอาหารเช้า 712 บาท/คืน อยู่ใกล้รถไฟฟ้าด้วยครับ เดินทางสะดวก และอยู่ห่างจากย่าน บูกิต บินตัง(อารมณ์ย่านสยามบ้านเราครับ) แค่สถานีเดียวครับ เดินจากที่พักไปได้เลย ที่พักโอเคเลยนะครับดูสะอาดและปลอดภัยดี Staff เค้าก็โอเคครับ รู้สึกจะเจอ Staff หลายคน เหมือนจะผลัดกันมาดูแลครับ

ผมมาถึงที่พักประมาณ 8 โมงนิดครับ เจอ Staff เป็นฝรั่งไม่แน่ใจว่าเป็นเจ้าของรึป่าว แต่ผมยังเข้าห้องไม่ได้ เพราะเช็คอินได้บ่ายสอง แต่ก็ฝากกระเป๋าไว้ได้  แถมยังให้ไปกิน Breakfast ของวันนี้ได้เลย ดีจัง ฮ่าๆ ประหยัดได้อีกหนึ่งมื้อ ที่นี่สังเกตอย่างหนึงคือ เจอฝรั่งเข้าพักเยอะมากครับ ก่อนไปกิน Breakfast ก็ไปเช็ดตัวล้างหน้าแปลงฟันก่อนครับ จะยังไม่สามารถอาบน้ำได้ พอกินเสร็จ ถือกล้องกำลังจะออกไปเที่ยว โต๊ะข้างๆ ก็ยิ้มให้ และบอกว่า “Enjoy your day” นะ รู้สึกดีมากๆ ครับกับไมตรีที่ได้รับในต่างแดน



Booking.com

 

บูกิตบินตัง (Bukit Bintang)

การเดินทาง : นั่งรถไฟ Monorel ไปลงที่สถานี Bukit Bintang ได้เลยครับ

ได้เวลาเที่ยวแล้ว เนื่องจากอากาศที่กัวลาลัมเปอร์ก็ร้อนพอๆ กับบ้านเราเลยครับ ก็เลยว่าจะไปเดินห้างแถว บูกิตบินตังเล่น ช่วงกลางวัน  จากที่พักก็เดินไปได้เลยครับ เดินไปตามแนวรถไฟฟ้า ช่วงนี้รู้สึกเหมือนอยู่กรุงเทพเลยครับ ทั้งบรรยากาศและอากาศที่ร้อน ฮ่าๆ เดินไปไม่ไกลครับ แป๊ปเดียวก็ถึง ผมไปเดินห้างที่อยู่ติดกับสถานี บูกิต บินตังเลย  เดินดูของอยู่นาน แล้วก็นั่งกินกาแฟต่อ ยังไม่อยากออกไปไหนครับ ข้างนอกนี่ร้อนมาก จริงๆที่เที่ยวที่อยากไปมีที่เดียวครับ ในกัวลาลัมเปอร์ ก็คือ ตึกแฝดเปรโตนาส วันนี้ก็เลยเที่ยวแบบชิลล์ๆ ครับ ไม่ได้รีบร้อนอะไร ประมาณเที่ยง ก็ออกเดินทางไป  ตึกแฝดเปรโตนาส

ตึกแฝดเปรโตนาส (Petronas Twin Towers)

การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย KELANA JAYA LINE(5) มาลงที่สถานี KLCC ออกมาเจอเลยครับ

พอมาถึงก็รู้สึกว้าว ใหญ่โตมาก โดยด้านล่างตึกก็จะเป็นห้างเลยนะครับ มาเดินเล่นหลบร้อนที่นี่ได้เลย คนค่อนข้างเยอะ ครับ ออกไปหาถ่ายรูปด้านนอกดีกว่า แดดเปรี้ยงมาก แต่ถือกล้องมาแล้วก็ต้องออกไปเก็บภาพซะหน่อยครับ ออกไปถ่ายมุมมหาชน ตรงน้ำพุ แต่ตอนกลางวันคนไม่เยอะนะครับ ฮ่าๆ มันร้อน เดินมาอีกฝั่งถึงก็จะมีเป็นเหมือนสวนสาธารณะ นะครับ ตรงนี้จะเป็นจุดที่มีการแสดงโชว์ น้ำพุตอนกลางคืนด้วย เก็บภาพที่นี่ช่วงกลางวันจนพอใจแล้ว (เดี๋ยวกลางคืนมาใหม่) เวลาเหลือก็เลยไปถ่ายรูปที่ จตุรัสเมอร์เดกา ( Merdeka Square ) แต่เหมือนเมฆครึ้มๆ มาเหมือนฝนจะตก และพอไปถึงสถานี Masjid Jamek ฝนก็ตกลงมาจริงๆ ครับ ตกมาซะแรงเลย ไม่น่าจะออกไปถ่ายรูปได้แล้วละ ก็เลยกลับไปเช็คอินเข้าห้องพักดีกว่า

ระหว่างทางเข้าที่พักก็มีทั้งร้านอาหาร และ มินิมาร์ทด้วยนะครับ สะดวกมาก ผมก็เลยแวะทานข้าวก่อน อารมณ์ เป็นเหมือนข้าวราดแกงครับแต่ข้าวไม่มีเป็นข้าวขาวนะ มีแต่ข้าวสีเหลืองๆ ไม่แน่ใจว่าเค้าเรียกว่าข้าวอะไรนะครับ อาหารจะออกแนวเครื่องเทศเยอะๆครับ ผมไม่ค่อยถนัดเท่าไร กินไม่หมดเลยครับ ข้าว + แป๊ปซี่มื้อนี้ 11 ริงกิตครับ(ประมาณ 98 บาท) จากนั้นก็เข้าที่พัก ประมาณ 5 โมงเย็นครับ ขอนอนพักซักงีบ ตื่นมาอีกทีก็ประมาณทุ่มหนึง ออกไปถ่ายรูปตึกแฝดเปรโตนาสตอนกลางคืนดีกว่า ฝนหยุดตกแล้ว อากาศดีเลยครับทีนี้

มาถึงตึกแฝดเปรโตนาส ตอนกลางคืน คนเยอะมากๆ ครับ โดยเฉพาะมุม มหาชน ตรงลานน้ำพุ คนแน่นมาก ถ่ายรูปค่อนข้างยาก เพราะต้องรีบถ่ายครับ เก็บภาพมาได้เท่าที่เห็นเลยครับ ฮ่าๆ ตรงนี้คนไทยมาเที่ยวเยอะเหมือนกันนะครับ ถ่ายรูปตรงนี้เสร็จก็เดินไปเล่นตรงที่เค้าแสดงน้ำพุครับ บรรยากาศชิวมากๆ ลมพัดเย็นสบาย ผมมาถึงเค้าก็เปิดน้ำพุโชว์แล้วครับ สวยงามเลยทีเดียว แต่การแสดงน้ำพุประกอบเพลงจริงๆ เป็นตอน 20.30 น. นะครับ เป็นอีกที่หนึงที่ผมว่าเป็นการแสดงน้ำพุที่สวยเลยนะครับ ดูในคลิปได้เลยครับ

ชมคลิปการแสดงน้ำพุ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

จตุรัสเมอร์เดกา ( Merdeka Square )

หลังจากที่เมื่อช่วงเย็นไปแล้วไม่ได้ถ่ายรูปเพราะฝนตก เดี๋ยวขอไปแก้มืออีกรอบ

การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย AMPANG LINE(3),SRI PETALING LINE(4) ,KELANA JAYA LINE(5) มาลงที่สถานี Masjid Jamek

พอเดินลงมาจากสถานีรถไฟให้หันหน้าหาถนนแล้วเดินไปทางซ้ายนะครับ เดินเรียบถนนไปอีกนิดหนึงก็จะเจอ ครับ บริเวณนี้มีหลายอาคารอยู่บริเวณเดียวกันครับทั้ง อาคารสุลต่านอับดุลซามัด ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์อีกที่หนึงที่ต้องแวะมาถ่ายรูปสำหรับคนที่มาเที่ยวกัวลาลัมเปอร์ แถวนี้ เดินเที่ยวได้เลย บรรยากาศตอนกลางคืนก็ชิลล์ๆ ดีครับ ผมก็เดินถ่ายรูปเรื่อยๆ ไปเลย เจอจุดไหนสวยก็แวะถ่าย ครับ

เสร็จสิ้นการเที่ยววันแรกกลับที่พักนอนดีกว่าครับ พรุ่งนี้คงไม่ได้ออกไปแล้วไหนแล้ว เพราะต้องเดินทางต่อไป โอซาก้าช่วงบ่าย สำหรับคืนนี้ราตรีสวัสดิ์ครับ

#Japantrip , #Kansaitrip , #Malaysiatrip  , #เที่ยวญี่ปุ่น , #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง , #เที่ยวโอซาก้า , #เที่ยวโกเบ , #เที่ยวเกียวโต , #เอ็มพาบิน , #‎MjourneyPrabin‬ , #MalaysiaAirlines , #มาเลย์เซียแอร์ไลน์ , #AirasiaX , #แอร์เอเชีย , #Airasia

*******************************

13/04/2015

มาถึงวันที่ 2 วันนี้เป็นวันเดินทางครับ ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน ก็เลยนอนตื่นสายๆ เก็บแรงไว้ไปลุยต่อที่ญี่ปุ่นประมาณ 11 โมง ก็ทำการ Check out ออกจากที่พักแล้วเดินทางไปสนามบินครับ ต้องนั้งรถไฟ ไปขึ้น Sky bus ที่สถานี KL Sentral เหมือนตอนมาครับ ค่าโดยรถ 10 ริงกิต เหมือนเดิม ไปลงที่อาหาร KLIA2

อาคาร KLIA2 นี้เรียกได้ว่าเป็นฐานบินของแอร์เอเชียเลยครับ พึ่งสร้างเสร็จเปิดใช้งานใหม่เมื่อไม่นานนี้เอง เดิม แอร์เอเชียใช้อาคาร LCCT ซึ่งผมมีโอกาสได้มาใช้บริการด้วยครับ ตอนต่อเครื่องไปเกาหลีสงกรานต์ปีที่แล้ว ส่วนอาคารใหม่ KLIA2 สร้างไหมไฉไล กว่าเดิม เหมือนเอาอาคารผู้โดยสารมาเชื่อมต่อกับห้างเลยครับ สะดวกสบายมากๆ ใครแวะต่อเครื่องไม่ต้องกลัวว่าจะหาของกินยากเลยครับ ของขายเยอะ ในอาคารนี้จะมีโรงแรมแคปซูลด้วยครับ สำหรับใครที่อาจจะบินมาถึงดึกก็แวะไปนอนได้ คิดเป็นรายชั่วโมงครับ 6 ชั่วโมง 8 ชั่วโมงก็ว่าไป จองผ่านเว็บมาก่อนก็ได้ครับ

พอลงรถแล้วผมก็ตรงไปขึ้นเครื่องเลยครับ ทำ Web check-in และ Print Boarding Pass มาก่อนแล้วเรียบร้อย ก็เลยไม่ต้องไปที่เคาน์เตอร์เช็คอินละ กระเป๋าก็ไม่โหลด เดินไปขึ้นเครื่องได้เลยครับ ไปนั่งรอเกือบประมาณชั่วโมง กว่าเครื่องจะออก

ผมบินไฟล์ท D7 534 , เดินทางจากกัวลาลัมเปอร์ ไปลงโอซาก้า สนามบินคันไซครับ (KUL-KIX) เวลา 15.00น. วันที่ 13/04/2015 ของสายการบิน AirasiaX Malaysia หรือต้องเรียกว่ายานแม่นั่นเองครับ ฮ่าๆ ใช้เครื่อง Airbus รุ่น A330 ลำใหญ่ ที่นั่ง 3 3 3 ครับ ได้ที่นั่ง 33D ติดห้องน้ำเลยครับ แนะนำว่าถ้าใครจะเสียตังค์เลือกที่นั่งอย่าเลือกแถวนี้เด็ดขาดครับ เพราะมันติดห้องน้ำ จะค่อนข้างรำคาญเสียง คนเปิดเข้าเปิดออกห้องน้ำพอสมควร พอเครื่องขึ้นได้ซักพัก แอร์จะเริ่มเสิร์ฟ อาหารเลยครับ เป็นมื้อเย็นเลย สำหรับคนที่สั่งจองไว้ล่วงหน้า หรือใครไม่ได้สั่งก็ สั่งบนเครื่องเลยก็ได้ครับ กินเสร็จแล้วก็หลับยาวเลย

บินมาถึง โอซาก้า

        ประมาณ เวลา ประมาณ 22.25 น. พอลงเครื่องมา คนมารุมกันตรงเขียนใบ ตม. กันเต็มเลย เพราะว่าไฟล์ทที่ผมนั่งมา แอร์ไม่แจกใบ ตม.บนเครื่อง แจกแค่ใบศุลกากร สงสัยใบ ตม. จะหมด เพราะปกติเห็นแจกตลอด เขียนเสร็จก็ไปต่อแถวรอเข้า ตม. กันครับ

มาช่วงเข้า ตม. ก็ผ่านมาได้ โดยที่ไม่โดนถามอะไรเลยครับ ครั้งนี้ก็มาญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ละ ผมก็ไม่ได้กังวลอะไรเรื่อง ตม. ถึงจะเดินทางมาคนเดียวก็ตาม ตอนยื่นก็ยื่นแค่ Passport ไปอย่างเดียวไม่ได้แนบหลักฐานอะไรไปด้วย ถ้าเค้าขอก็ค่อยให้ครับ ตรงสแกนนิ้ว มีเป็นภาษาไทยด้วยนะครับ ตม.แอบเปิด  Passport ผมนานนิดหนึง เหมือนไล่เปิดทีละหน้า อาจจะพยายามหาหน้าว่าง เพราะ Passport ผมมันใกล้จะเต็มแล้วครับ นับไปนับมาตอนนี้ก็ เดินทางมาแล้ว 9 ประเทศแล้ว บางประเทศก็หลายรอบ หน้า Passport ตอนนี้ก็เลยใกล้เต็มครับ (ผมไม่เคยติด ตม. ประเทศไหนเลยนะครับ ไปไหนก็เดินทางไปเที่ยวเองตลอด สงสัย ตม. เค้าเห็นหน้าแล้วก็ให้ผ่านเลยครับ ฮ่าๆ ล้อเล่นนะ ขำๆ ^^)

ผ่าน ตม. เสร็จ มาลุ้นกับศุลกากรต่อ ที่ญี่ปุ่นนี่ค่อนข้างเช็คละเอียดนะครับ ให้เปิดกระเป๋าดูแทบทุกคนเลย ครั้งที่แล้วผมมาก็โดนให้เปิดเช็ค ที่ต้องลุ้นนี่ไม่ได้เอาอะไรเข้ามาแล้วกลัวเค้าจะจับได้นะครับ แต่ลุ้นว่า อย่าเปิดประเป๋าผมเลย ของมันเยอะ กว่าจะปิดกระเป๋าได้ แทบแย่ จัดแล้วจัดอีก แล้ว จนท ก็ให้ผ่านครับ ไมเปิด ฮ่าๆ อาจจะด้วยกระเป๋าผมใบเล็กด้วยมั้งครับ มาแบบสไตล์ Backpack ดูแล้วไม่น่าจะไปช๊อปอะไรมา

แล้วก็ออกมาด้านนอกครับ มุ่งหน้าไปซื้อ Sim net ก่อนเลยครับ เพราะว่าอยู่ญี่ปุ่นถ้ามีเน็ตใช้จะทำให้สะดวกมากครับ เอาไว้เช็ครอบรถไฟ จะได้วางแผนการเดินทางได้ครับ และก็เอาไว้อัพเดท Social ด้วย ทางบ้านจะได้รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่นะ ไม่ได้หายไปไหน ฮ่าๆ สำหรับ Sim net ที่สนามบินคันไซ จะมีตู้ให้กดนะครับ พอออกตาม จากที่ตรวจ ตม.และศุลกากร เดินออกมา เลี้ยวซ้าย หรือ เลี้ยวขวา ก็ได้ จะมีอยู่ทั้ง 2 ฝั่งของสนามบินเลยครับ มีซิมให้เลือกครับ ทั้ง Nano sim และ Micro sim แบบ 1 GB หรือ 2 GB ใช้ได้ 30 วันครับ ส่วนของผม กดมาเป็น Micro sim 1GB ราคา 3000 เยน ครับ จากนั้นก็ทำการลงทะเบียนซิมตามขั้นตอนเลยครับ มีภาษาไทยด้วยนะ

และสำหรับคืนนี้ ผมตั้งใจว่าจะนอนสนามบินคันไซ นี่แหละครับ หลังจากที่รอบที่แล้วมานอนรู้สึกว่าค่อนข้างโอเค เพราะที่นี่มีผ้าห่มให้ยืมฟรี ตรง Information และมีที่ให้อาบน้ำที่ เลานจ์ ของสนามบิน ราคา 510 เยน ครับ สะดวกมาก Locker ฝากของที่นี่ก็เยอะ แล้วผมก็ขึ้นมาที่ชั้น 2  ตรงแถว เลานจ์ และเดินไปทางข้างๆ จะมีร้าน Lawson อยู่ครับ แวะเข้าไปหาของกินก่อนเลย ได้มาเป็นแซนวิซ(ใหญ่เยอะมาก) และน้ำส้มครับ สำหรับมื้อดึกมื้อนี้ ราคาเบาๆ ครับ 397 เยน หรือประมาณ 111 บาท

กินเสร็จ ล้างหน้าเตรียมนอนก็เลยจะไปยืมผ้าห่มที่ Information ที่อยู่ติด กับร้าน Lawson นี่แหละครับ อยู่ทางขวามือ พอไปถึง จนท บอกว่า ผ้าห่มหมดแล้ว แง่ๆ ผมก็นึกว่าจะมีเยอะ ก็มัวแต่ชะล่าใจ จริงๆ มาถึงตั้งนานแล้วแต่ยังไม่ได้ไปยืม รอกินเสร็จล้างหน้าแปลงฟันพร้อมนอนแล้วถึงค่อยไปยืม เห็นคนอื่นยืมแล้วถือผ่านหน้ามาก็หลายคน ฮ่าๆ อดเลย ไม่เป็นไร มีผ้าบางๆ พกมาด้วยอยู่ ใครจะยืมผ้าห่มมาถึงแล้วรีบไปยืมเลยนะครับ ฮ่าๆ แล้วผมก็ได้ที่นอนเป็นเก้าอี้ ที่อยู่หน้าร้าน Lawson นี่แหละครับ นอนยาวเลย คนละแถว เก้าอี้ค่อนข้างเยอะนะครับหน้า Information ก็มี หน้า เลานจ์ ก็มี ครับ และเหมือนเดิม จะมี จนท มาเดินตรวจขอดู Passport และถามนั่นนี่อีกนิดหน่อยครับ สำหรับคนที่ยังไม่นอน แต่คนที่นอนหลับไปแล้วเค้าก็ไม่ได้ปลุกนะครับ จนท ค่อนข้างสุภาพ มากๆครับ ราตรีสวัสดิ์ นะครับคืนนี้

#Japantrip , #Kansaitrip , #Malaysiatrip  , #เที่ยวญี่ปุ่น , #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง , #เที่ยวโอซาก้า , #เที่ยวโกเบ , #เที่ยวเกียวโต , #เอ็มพาบิน , #‎MjourneyPrabin‬ , #MalaysiaAirlines , #มาเลย์เซียแอร์ไลน์ , #AirasiaX , #KansaiAirport , #อาบน้ำสนามบินคันไซ , #แอร์เอเชีย , #Airasia

***********************************

14/04/2015

        เช้านี้ผมตื่นมาประมาณ 6 โมงเช้าครับ หลังจากที่เมื่อคืนหลับไปตอนประมาณ ตีหนึ่ง ตื่นมา โห นี่ผมหลับไป 5 ชั่วโมงเลยเหรอนี่ หลับแบบสนิทเลยนะครับ คนข้างๆ ลุกไปตอนไหนนี่ผมไม่รู้เรื่องเลย ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตีห้า ก็ไม่ได้ยิน เช้านี้ก็เลยผิดแผนเล็กน้อย จริงๆ ตั้งใจจะไปให้ทันรถไฟเข้าเมืองรอบแรก รู้สึกว่านอนสนามบินคันไซไม่หนาวเลยครับ ไม่เหมือนกับนอนที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์อันนั้นผมนอนไม่ได้ เพราะดึกๆ มันหนาวมาก

ตื่นมาก็ไปอาบน้ำที่ เลานจ์ของสนามบินครับ ไปถึงต้องรอคิวประมาณ 30 นาที ข้างในเลานจ์มีปลั๊กให้เสียบชาร์ทแบต ด้วยนะครับ มีเครื่องดื่มให้กินฟรีด้วยสำหรับคนที่เข้าไปใช้บริการเลานจ์ สำหรับที่อาบน้ำผมเคยรีวิวไว้แล้ว ตามนี้เลยครับ

อธิบายคร่าวๆคือ
1.ห้องอาบน้ำมี 5 ห้อง
2.เมื่อติดต่อที่  Counter  เค้าจะให้ตะกร้าอุปกรณ์เรามา ในนั้นจะมีที่เป่าผม กุญแจห้อง และเหรียญสำหรับหยอดอาบน้ำ
3.สามารถเข้าใช้ห้องได้ 1 ชั่วโมง ในห้องนั้นจะแบ่งเป็น 2 ห้องย่อย คือห้องอาบน้ำและห้องแต่งตัว
3.1 ห้องอาบน้ำมีอุปกรณ์อาบน้ำ พวกสบู่ แชมพูให้ หยอดเหรียญที่เค้าให้มา อาบน้ำได้แค่ 15 นาที นับเฉพาะเวลาที่น้ำไหล เราสามารถกด Start หรือ Stop ได้ช่วงที่ถูสบู่ สรุปอาบ 5 นาทีก็เสร็จ 555
3.2 ห้องแต่งตัวก็มีพื้นที่วางกระเป๋าใหญ่ๆ ได้ มีโคมไฟ มีปลั๊กไฟ 2 ปลั๊กไว้เสียบชาร์ทแบตได้ มีเก้าอี้ให้นั่งแต่งตัวได้
4.อาบเสร็จเก็บตะกร้าและอุปกรณ์มาคืนที่หน้า Counter พร้อมจ่ายเงิน 510 เยนครับ เป็นอันเรียบร้อยครับ

พออาบน้ำ จ่ายเงินเสร็จ ขอนั่งกินน้ำ กินกาแฟก่อน ฮ่าๆ เค้าอุตส่าห์มีไว้ให้บริการ ^^ มีทั้งน้ำอัดลม กาแฟสด เลยนะครับ เลือกทานกันได้ จากนั้นก็เดินจะไปขึ้นรถไฟฟ้าเข้าเมืองกันครับ เดินออกไปตรงนอกอาคารครับ มองไปก็จะเห็นเลย อยู่ชั้นเดียวกับเลานจ์นี่แหละครับ ดูป้ายเอาก็ได้ครับ หรือจะถาม จนท ก็ได้

                  มาถึงหน้าสถานีรถไฟ ทั้ง JR และ Nankai สถานีจะอยู่ติดกันเลยนะครับ อ๊อฟฟิตขายตั๋วพวก Pass ต่างๆ ก็อยู่ตรงข้ามสถานีเลย ใครจะซื้อ ก็มาซื้อที่นี่ได้ครับ ถ้าจำไม่ผิดจะเปิดประมาณ 05.00-23.00 น. นะครับ ส่วนผมตอนแรกว่าจะซื้อเป็นบัตร Kansai thru pass 2 days(4000 เยน) 1 ใบ แล้วก็ Kansai area pass 1 day(2060 เยน) อีก 1 ใบ แต่คิดไปคิดมา เอาแค่ Kansai thru pass 2 days ใบเดียวก็พอ เพราะมีเวลาเที่ยวเต็มๆ วันแค่ 2 วันนั้น ส่วนวันที่ 3 ก็นั่งรถไฟมาสนามบินอย่างเดียว เดี๋ยวซื้อตั๋วที่ตู้เอาก็ได้ ถ้าซื้อ 2 ใบเหมือนตอนแรกที่คิดก็จะเกินความจำเป็นไปนิดหนึง

มาพูดถึง Kansai thru pass กันซักนิดหนึงนะครับ
สำหรับบัตรนี้ ต้องขอบอกว่าคุ้มค่ามากๆ ทุกๆ ที่ในทริปนี้ที่ผมไปคือสามารถใช้บัตร Kansai thru pass ไปได้หมดเลยครับ ทั้งใช้ขึ้นรถเมล์ รถไฟ Subway และรถไฟเอกชนทั้งหมดที่ไม่ใช่ของ JR ครับ สามารถใช้ได้ทั้งภูมิภาคคันไซเลย ผมไป เกียวโต โกเบ ปราสาทฮิเมจิ แล้วก็โอซาก้า รถไฟ ไปกลับสนามบินคันไซ คือใช้ได้หมด บัตรนี้คุ้มจริงๆ แทบไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม เลยครับ ทำให้ประหยัดค่าเดินทางไปได้เยอะมาก ถ้าเลือก Pass ที่เหมาะกับแพลนเที่ยวของเรานะครับ พอซื้อ Kansai thru pass จะได้เป็น Guide Book มาด้วยนะครับ มีบอกสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถใช้บัตร Kansai thru pass ไปได้ และมีแผนที่รถไฟให้ด้วยครับ ว่านั่งสายไหนได้บ้าง

Link Kansai thru pass map : http://www.surutto.com/images/ticket/kansai_thru_pass/english/en_map.pdf

Arashiyama

การเดินทาง
1.สำหรับคนที่ใช้ Kansai thru pass ให้นั่งรถไฟไปลงที่ สถานี ARASHIYAMA สาย HANKYU ARASHIYAMA Line
2.สำหรับคนที่ใช้ Pass อะไรก็ตาม ของรถไฟ JR ให้นั่งไปลงที่ สถานี Saga-Arashiyama ได้เลยครับ
***วิธีการเช็คการเดินทางง่ายๆ คือเข้าเว็บ www.hyperdia.com/en/ เลยครับ ง่ายดี ใส่จุดเริ่มต้นและสถานีปลายทางเข้าไปได้เลย มันจะบอกวิธีการเดินทาง ค่าใช้จ่ายและเวลามาให้ครับ

ออกเดินทางกันเลยครับ ที่แรกที่ผมจะไปสำหรับวันนี้คือ Arashiyama เป็นที่ๆ ผมอยากไปมากครับ แต่ครั้งที่แล้วไม่ได้ไป แต่ก่อนอื่นผมจะนั่ง รถไฟ Nankai Airport Exp. จาก Kansai Airport ไปลง สถานี NAMBA(NANKAI) ครับ เพราะผมจะเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่ Locker ที่สถานี Namba ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีครับ

พอถึงสถานี Namba ก็เอากระเป๋าไปฝากที่ Locker เลยครับ ต้องใช้เหรียญ 100 เยน หยอดซึ่ง ผมไม่มี ฮ่าๆ ที่แลกเหรียญ ก็อยู่อีกชั้น ก็เลยไปกดน้ำที่ตู้ กะจะเอาตังค์ทอนมาหยอด ต้องหยอดถึง 2 รอบครับกว่าจะได้เหรียญ 100 เยน ครบ หยอดไป 500 เยนครับ สำหรับค่า Locker ฝากกระเป๋า ***สถานี Namba ค่อนข้างใหญ่นะครับ เชื่อมต่อรถไฟหลายสาย จำจุดฝากกระเป่าไว้ให้ดีครับ

สำหรับคนที่ใช้บัตร Kansai thru pass ไป Arashiyama จะต้องต่อรถไฟหลายสายนิดหนึงนะครับ แต่รับรองเลยว่าถ้าเที่ยวในแถบภูมิภาคคันไซแล้วไปได้ครอบคลุมกว่า JR แน่นอนครับ

และแล้วก็มาถึงสถานี Arashiyama แห่งเมืองเกียวโต ครับ มาถึงประมาณเกือบ 11 โมง ออกมาจากรถไฟ ก็มีต้นซากุระ ออกดอกบานต้อนรับเลย สายงามมากครับ ยังพอมีซากุระให้เห็นอยู่ ตอนนี้ฝนเริ่มปรอยๆ มาแล้วครับ อากาศวันนี้ท่าทางจะไม่ดี พยากรณ์อากาศก็บอกว่าฝนจะตก เดินออกมาจากสถานี อีกนิดเดียว ที่แรกที่เราจะเห็นก็คือ สะพานสะพานโทเง็ตสึเคียว

สะพานสะพานโทเง็ตสึเคียว (Togetsukyo Bridge)

เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของอาราชิยาม่า เป็นสะพานทอดข้ามแม่น้ำคัตสึระกาว่า(Katsura-gawa)หรืออีกชื่อหนึ่ง คือ แม่น้ำโออิ โดยมีภูเขาอาราชิ เป็นฉากหลังครับ ริมแม่น้ำ ด้านหน้าสถานี Arashiyama นี้เต็มไปด้วยต้นซากุระ เลยครับ ผมนี่มาร์คจุดไว้เลยตรงนี้ ต้นซากุระเยอะมาก แต่ตอนผมมามันร่วงหมดแล้ว ถ้าปีหน้าได้มา ต้องตรงนี้เลยนะครับ แลดูบรรยากาศดีมากๆ ผมก็กางร่ม เดินเที่ยวถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ครับ จนข้ามสะพานไปอีกฝั่ง ก็เลยไปเดินหาข้าวกินดีกว่า จะได้นั่งเล่นเน็ตหลบฝนด้วย ร้านอาหารค่อนข้างเยอะนะครับแถวนี้ มีหลากหลายราคามาก  เจอร้านเมนูดูน่าทานก็เลยแวะเลย เป็นเซ็ตตามรูปเลยครับ ผมจำไม่ได้แล้วว่า เรียกว่าเมนูอะไร ทั้งหมดนี้ราคา 900 เยน (ประมาณ 250 บาท)ครับ

วัด Temryu-ji Zen

การเดินทาง : เดินมาจากสะพาน Togetsukyo ตามถนนมาประมาณ 50 เมตร มองซ้ายมือไว้ครับ จะเจอทางเข้าวัดครับ
ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 500 เยน , เด็ก 300 เยน (ราคานี้เฉพาะเข้าสวนนะครับ ถ้าเข้าตัววัดจะต้องเพิ่มอีก 100 เยน)

กินเสร็จไปเที่ยวกันต่อที่ วัด Temryu-ji Zen ครับ เป็น 1 ใน 5 ของวัดดังเก่าแก่ของนิกายเซนในญี่ปุ่น ตัววัดและสวนได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้วยครับ  แต่เฉพาะในเกียวโตนะ มีที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกถึง 17 แห่งด้วยกัน เป็นเมืองที่เก่าแก่แหละเหมาะสำหรับใครที่ชอบเที่ยวแนวชมวัฒนธรรมนะครับ

พอเดินเข้ามาจะเป็นศาลาใหญ่ครับ ด้านหน้าจะเป็นสวน สวยงาม ถ้ามาช่วงวันหยุดอากาศดีๆ นี่นั่งบริเวณศาลาใหญ่นี้จะเต็มเลยครับ เพราะจุดนี้จะมีลักษณะสวน Zen แบบที่ญี่ปุ่นต้องการนะครับ คือมีทั้งสวนหิน สระน้ำมีปลาคราฟ ต้นไม่ที่เปลี่ยนสีได้ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี  และด้านหลังสวนเป็นภูเขา เรียกได้ว่าเป็นสวน Zen ที่สุดยอดมากๆ คนญี่ปุ่นจะชอบมานั่งชมสวนกันตรงนี้ครับ

เดินต่อเข้าไปบริเวณสวน ครับ รู้สึกว่าบรรยากาศสวนที่นี่ดีมากเลยครับ ดูร่มรื่น นี่ขนาดฝนตกนะ ถ้ามาช่วงอากาศดีๆ คงจะชิลล์ๆ เลยครับ สำหรับการเทียวชมที่นี่ เดินไปซักพักเริ่มเห็นป่าไผ่ กำลังคิดว่า มันใช่ป่าไผ่ที่เรากำลังจะไปรึป่าวนะ คือผมมาที่นี่เป็นครั้งแรกนะครับตอนแรกก็ไม่ชัวร์ว่ามันใช่รึป่าว จนเดินออกไปตรงทางออกด้านหลัง แล้วก็จะเจอกับทางเข้า ป่าไผ่ ก็เห็นแล้วครับ เฮ้ย มันที่นี่แหละ ที่เรากำลังจะไป มันเดินทะลุเรื่อยๆ มาตามสวน มาทางด้านหลังวัดได้เลย

ป่าไผ่ @Arashiyama

การเดินทาง
1.นั่งรถไฟ Romantic train มาลงที่สถานี Arashiyama ออกมาแล้วเลี้ยวซ้ายเดินขึ้นไปอีกนิดก็จะเจอ หรือ
2.เดินผ่านมาทางสวนหลังวัด Temryu-ji Zen ออกมาก็จะเจอป่าไผ่ครับ จริงๆ แถวนี้มันก็เดินมาหากันได้หมดครับ

ป่าไผ่ตรงนี้เป็นอีกที่ๆ ผมอยากมามากครับ พอได้มาแล้วก็เลยรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ ทางเดินทะลุป่าไผ่ไปอีกด้านหนึงก็ไม่ไกลเท่าไร ครับ บางช่วงคนก็จะเยอะเป็นพิเศษ คนไทยก็เยอะครับที่นี่ ผมก็เดินเก็บภาพไปตลอดทางครับ จนไปทะลุอีกด้านหนึงของป่าไผ่ แล้วก็จะไปเที่ยวที่ต่อไปครับ นั่นก็คือวัดทอง แต่ก่อนอื่นต้องหาทางกลับไปที่สถานีรถไฟฟ้าก่อน กลับลงมาอีกทาง ซึ่งตอนลงมาเจอสถานีของรถไฟ Romantic train ของสถานี Arashiyama ด้วยครับ ตอนแรกก็กะจะนั่งไปลงสถานี Saga-Arachiyama เข้าไปถาม จนท เค้าบอกต้องรออีกประมาณ 25 นาทีไม่รอดีกว่า เดินเอาก็ได้ใกล้ๆ เอง 1.9 กิโล 555 เดินไปก็ทำให้ได้รู้เส้นทางดีครับ มันก็เดินเรียบไปผ่านหมูบ้าน เรียบป่าไผ่ ข้ามทางรถไฟ ผ่านร้านเช่าจักรยานด้วยครับ ครั้งหน้ามาๆ เช่าจักรยานปั่นน่าจะโอเค


และแล้วก็มาถึงสถานี Saga-Arachiyama ครับ อันนี้เป็นของรถไฟ JR นะครับ

ตอนที่จะไปกดซื้อตั๋วรถไฟที่ตู้ สถานี Saga-Arachiyama กำลังจะดูป้ายสถานี Emmachi มองขึ้นไป ภาษาอังกฤษอยู่ไหน ทำไมสถานีนี้มันมีแต่ภาษาญี่ปุ่นเลย แล้วสถานีที่ผมจะไปนี่มันต้องหยอดกี่เยนหว่า ถอยหลัง ออกมาตั้งหลัก หยิบมือถือขึ้นมา เปิดดูรายการมาจิเด๊ะเจแปนที่โหลดมาไว้ในมือถือ ก็เลยอ๋อ ต้องหยอดอีก 190 เยน จากสถานนี้ไปอีก 3 สถานี

วัดคินคะคุจิ (Kinkaku-ji Temple) หรือที่หลายคนเรียกว่าวัดทอง อิกคิวซัง ในการ์ตูนอยู่วัดนี้ครับ

การเดินทาง (ผมใช้แผนการเดินทางของติวเตอร์ตู๋นะครับ ใครเล่นพันทิปน่าจะรู้จัก)
คลิกดูรูปการเดินทาง [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

1.ผมจะนั่งรถไฟ JR จากสถานี Saga-Arachiyama ไปลงสถานี Emmachi (ซื้อเพิ่ม 190 เยน เพราะ Kansai thru pass ใช้กับรถไฟ JR ไม่ได้) 2.เดินไปขึ้นรถเมล์สาย 204 , 205 จากสถานี ที่ป้าย Nishhinokyo Emmachi ไปลงป้าย Kinkakuji-mae (ใช้ Kansai thru pass ได้)

ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 400 เยน และเด็ก 300 เยน

มาถึงสถานี Emmachi ก็เดินข้ามถนนออกมาขึ้นรถเมล์ครับ ขึ้นสาย 204 หรือ 205 ก็ได้ รอไม่นานรถเมล์ก็มาครับ รถเมล์ที่ญี่ปุ่นขึ้นข้างหลัง ลงข้างหน้านะครับ จ่ายเงินหรือแต๊ะบัตรตอนลง และบนรถเมล์มีจอ คอยบอกชัดเจนครับ ว่าถึงสถานีไหน นักท่องเที่ยวบางคนอาจจะกลัวการขึ้นรถเมล์ แต่รถเมล์ที่ญี่ปุ่นบอกเลยว่าไม่ยากครับ ง่ายมาก ขอแค่รู้สายและรู้สถานีที่จะ ลง รับรองไม่หลงครับ ตอนจะลงผมก็ไม่แน่ใจนะว่าบัตร Kansai thru pass ที่ผมมีมันจะใช้ได้รึป่าว ก็เลยถามคนขับ คนขับก็นิ่ง แต่มองไปคือเห็นเป็นช่องเสียบบัตรอยู่ ก็เลยรีบเสียบเข้าไปเลยครับ เพราะคนข้างหลังรออยู่ ปรากฏว่าบัตรนี้ใช้ได้ ฮ่าๆ เริ่มยิ่งรู้สึกว่าบัตรนี้มันคุ้มมากๆ

พอลงรถเมล์ก็หันซ้าย จะเห็นป้ายชี้ทางไปวัดคินคะกุจิครับ ทางเข้าก็เป็นถนนตรงป้ายนถเมล์ที่จอดเลยครับ ระหว่างเดินไปวัดฝนตกมาแรงมากๆ ครับ สรุปวันนี้ตกทั้งวัน แต่นักท่องเที่ยวก็ไม่ได้น้อยนะครับ ทุกคนกางร่มเที่ยวกันเลย

พอมาถึงหน้าวัดก็จ่ายค่าเข้าก่อนครับ ราคา 400 เยน จากนั้นก็เดินเข้าไปด้านใน ก็จะเจอตำหนักทองก่อนครับ ซึ่งบางคนอาจจะเข้าใจว่านี่คือวัดทอง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่นะครับ ตรงนี้จะเรียกว่าตำหนักทอง ตัววัดจะเดินเข้าไปอีก แต่ตัวตำหนักทองนี่มันเด่นซะจนกลืนตัววัดไปเลย คนก็เลยเรียกที่นี่ว่าเป็นวัดทองนั่งเองครับ ที่นี่นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะครับ เป็นอีกหนึ่งที่ที่ทัวร์ลงเลยนะครับ คนกางร่มเที่ยวเต็มวัด คนไทยก็เยอะมากครับ เดินถ่ายรูปเก็บภาพ แล้วก็เข้าไปไหว้ด้านในครับ จากนั้นก็เดินกลับมาที่ป้ายรถเมล์ ได้เวลาเดินทางกลับไปโอซาก้าแล้วครับ วันนี้มาเที่ยวที่เกียวโตทั้งวัน โรงแรมที่พักก็ยังไม่ได้เข้า ฮ่าๆ

                  ขากลับนี่จำได้ว่าตอนมา รถเมล์ขับผ่าน สถานีรถไฟ Kitaon-Hakubaicho ซึ่งบัตร  Kansai thru pass สามารถใช้ได้ ผมก็เลยนั่งรถเมล์ ย้อนไปประมาณ 4 ป้ายครับ พอมาถึงสถานี Kitaon-Hakubaicho เข้าไปในสถานีพอเห็นรถไฟ รู้สึกสะตั้นไปเล็กน้อย มันใช่รึป่าวหว่าทำไมมันมีโบกี้เดียว ดูเก่าๆ อีกต่างหาก ฮ่าๆ แต่ก็ขึ้นไปนะครับ พอรถไฟออกเท่านั้นรู้สึกว่า เฮ้ย มันได้บรรยากาศมากๆ เลยอะ ดูเป็นญี่ปุ่นมากๆ รถไฟวิ่งผ่านบ้านเรือนของคนญี่ปุ่น ดูได้เห็นวิถีชีวิต มีติดไฟแดงด้วย เออ เจ๋งดี รู้สึกดีที่ได้มาขึ้นรถไฟแบบนี้ครับ จากนั้นก็ต่อรถไฟมาเรื่อยครับจนมาถึงสถานี Namba เพราะต้องมาเอากระเป่าที่ฝากไว้

พอมาถึงสถานี Namba เดินไปเจอร้านขายอาหารเบนโต๊ะ อยู่ในสถานีเลย ดูน่ากินมากครับ ราคาถูกด้วย จัดเป็นเซ็ตๆ ไว้ หรือจะตักข้าว ตักกับแยกกันก็ได้ครับ ราคาถูกมากครับ คนแวะซื้อกันค่อนข้างเยอะเลยนะครับ ผมก็จักมา 1 เซ็ต (380 เยน)+ ปลาซาบะ(230 เยน) ย่างอีก 1 กล่อง กับราคาเบาๆ ทั้ง 2 อย่างนี้เพียงแค่ประมาณ 170 บาทเท่านั้นครับ ใครมาญี่ปุ่นอยากประหยัดๆ ก็กินแบบนี้ก็ได้ครับ อร่อยเหมือนกัน ได้เยอะด้วย

รับกระเป๋าที่ Locker เสร็จเดินทางต่อไป ที่พักเลยครับ ที่พักผมจะต้องเดินทางไปที่ สถานี Shin-imamiya  เดินทางรถไฟ Nankai Airport จากสถานี Namba ไปได้เลยครับ

ที่พักที่ โอซาก้า Hotel Shin-imamiya

การเดินทาง  :
1.มาลงที่สถานี   Hotel Shin-imamiya , West Exit โดยสามารถนั่งทั้งรถไฟ JR หรือ Nankai Airport Line(ใช้บัตร KTP ได้) มาก็ได้ครับ
2. นั่งรถไฟใต้ดินสาย Modosuji มาลงที่สถานี Dobutsuen-mae(M22) ใช้บัตร KTP ได้ อันนี้โทษทีครับจำทางออกไม่ได้ แต่ผมใช้รถไฟใต้ดินค่อนข้างบ่อยกว่า ครับ

โรงแรมอยู่ติดสถานีรถไฟเลยครับเดินออกมาไม่ถึง 20 เมตร สามารถเข้ามา Check–in ได้ทั้งคืน สำหรับใครที่อาจจะมาไฟล์ทดึก เค้ามี Staff อยู่ที่เคาน์เตอร์ตลอดครับ โรงแรมค่อนข้างใหญ่ครับ มีประมาณ 10 ชั้น มีลิฟท์ นะครับ ถนนเส้นนี้มีโรงแรมอยู่เยอะมากครับ Toyoko Inn ก็อยู่เส้นนี้ครับ แต่เดินถัดไปอีก

ผมเข้าไป Check–in ประมาณเกือบ 2 ทุ่ม เจอ Staff คนไทยอยู่ ที่เคาน์เตอร์ด้วยครับ(คนไทยมาพักที่นี่ค่อนข้างเยอะครับ) ผมจองมาเป็นห้องเดี่ยว เรียวกังสไตล์ญี่ปุ่นครับ 2 คืนราคา 1,360 บาท จองผ่าน Agoda มาครับ ได้กุญแจแล้วก็ขึ้นไปห้องครับ เปิดประตูเข้าไปถึงกับช๊อค ห้องยังไม่ได้ทำความสะอาด ขยะเต็มห้องเลยครับ ก็เลยลงมาบอกที่เคาน์เตอร์ด้านล่าง สรุปแม่บ้านติดป้ายผิดห้องครับ ว่าทำความสะอาดแล้ว ทางโรงแรมเค้าก็เลย Upgrade ห้องใหม่ให้ผมฟรีเลยครับ โดยมี  Staff คนไทย พาเดินไปดูห้อง ว่าโอเคไหมห้องนี้ แต่มันมีห้องน้ำในตั๋ว แต่ห้องอาบน้ำจะเป็นห้องน้ำรวมนะ ผมก็เลยถามว่ารวมแบบไหนครับ เค้าก็เลยพาขึ้นไปดูเลย อยู่ชั้น 10 มันเป็นห้องน้ำรวมแบบรวมจริงๆเลยครับ แบบต้องแก้ผ้าหมดเวลาไปอาบน้ำ ดูในรูปเอานะ (ของอาบน้ำรวมของ ผู้หญิงจะอยู่ชั้น 2 ครับ ผมคิดว่าน่าจะเป็นห้องเหมือนกัน)มีออนเซ็นให้แช่ด้วย มีห้องซาวหน้าด้วย ครับ เค้าก็ถามว่าโอเคไหม ผมก็โอเคครับไม่เป็นไร ครั้งที่แล้วตอนไปคาวากุจิโกะ ก็เป็นห้องแบบนี้ เค้าก็บอกอีกว่าถ้าไม่โอเคเดี๋ยวพรุ่งนี้เค้าจะย้ายห้องไปห้องที่มีห้องน้ำ ในตัวให้ แต่วันนี้ห้องมันไม่ว่าง แต่ผมก็ไม่เป็นไรหรอก ขี้เกียจย้ายของ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้าอีก เข้าห้องไปกินข้าว พักผ่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวออกไปเที่ยวต่อ เดี๋ยวกลับมาจากเที่ยวจะมารีวิวประสบการณ์การอาบน้ำรวมครั้งแรกให้ฟังกันครับ

โอซาก้าชินเซไก (Shinsekai)

กินข้าวเก็บของพักเหนื่อย เสร็จเรียบร้อย ออกไปเที่ยวกันต่อครับ คืนนี้อยากเดินไปดูที่ โอซาก้า ชินเซไก ย่านนี้มีบรรยากาศแบบโอซาก้ายุค 60-70 มี Tsutenkaku Tower เป็นศูนย์กลางของย่าน  ตอนนั่งรถไฟมาโรงแรม มองเห็นว่ามันอยู่ใกล้ๆ แถวนี้เอง ก็เลยแวะถาม Staff คนไทยว่ามันเดินทางไปยังไง ก็ได้ความว่าเดินไปง่ายสุดครับ ถ้าไปรถไฟ จะเดินภายในสถานีไกลกว่าเดินไป ครับ อธิบายแผนที่เสร็จก็เลยเดินไปเลย ระหว่างทางก็ผ่าน โรงแรม ร้านสะดวกซื้อ และสถานีรถไฟใต้ดินด้วย ก็มาร์คจุดไว้เลยครับ ฮ่าๆ วันต่อมาก็มาขึ้นรถไฟใต้ดินเลย ง่ายดี

เดินมาถึง โอซาก้าชินเซไก บรรยากาศเงียบมากครับ ก่อนมา Staff คนไทย ก็บอกอยู่ครับว่าถ้าไปช่วงนี้ (3 ทุ่มกว่าๆ) ร้านมันคงจะปิดหมดแล้วแถวนี้ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เดินชมบรรยากาศ ถ่ายรูป คนแทบไม่มีเลยครับ ผมยืนถ่ายรูปกลางถนนได้เลย รถไม่มีมาซักคัน เสร็จจากนี้ก็ว่าจะไปถ่ายรูปป้ายกุลิโก๊ะครับ นั่งรถไฟไปลงสถานี Shinsaibachi แต่โผล่ออกมาจากสถานี ทำไมบรรยากาศมันไม่ใช่เลยหว่า เปิดดู GPS โห อีกไกลเลย จริงๆต้องนั่งรถไฟไปลงสถานี Namba ครับ จะใกล้กว่า แต่คนนี้คงไปไม่ทันแล้วเพราะใกล้จะเที่ยงคืนรถไฟฟ้าจะหยุดวิ่งแล้วก็เลยรีบกลับที่พักไปนอนดีกว่าครับ

กลับมาถึงที่พักประมาณเที่ยงคืนนิดๆ มาถึงช่วงที่จะต้องไปแก้ผ้าอาบน้ำ ห้องน้ำรวมแล้วครับ ฮ่าๆ ตอนแรกก็กะว่าจะซักแห้งไม่อาบละ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปอาบเพราะวันนี้ลุยฝนมาตั้งแต่เช้า ไปอาบน้ำให้สบายตัวดีกว่า ขึ้นไปถึงห้องอาบน้ำตรง Locker เก็บของ ก็ไม่เจอใครครับ คิดว่าดึกแล้วคนคงไม่มีหรอกมั้ง ก็เลยถอดเสื้อผ้าเก็บของไว้ใน Locker แต่ยังไม่ได้ถอดหมดนะครับ ฮ่าๆ พอเปิดประตูห้องอาบน้ำเข้าไป ก็พบว่าคนกำลังอาบน้ำกันเต็มเลย ประมาณ 10 คนน่าจะได้ ถอยออกมาก่อนครับ มาถอดชิ้นที่เหลือแล้วเดินเข้าไปใหม่อีกรอบ ฮ่าๆ
ถาม ว่า อายไหม ตอบเลยว่าไม่อายเลยครับ เฉยๆ มาก เข้าไปก็อาบปกติ เพราะผมถอดแว่นผมก็มองไม่เห็นใครละ ใครจะเห็นของผมก็เห็นไปเถอะ ฮ่าๆ อาบน้ำล้างตัวเสร็จลงไปแช่ออนเซ็นต่อ บอกเลยว่าสบายตัวมากครับ ผ่อนคลายสุดๆ เดินปวดขามาทั้งวัน มาแช่ออนเซ็น หายปวดเมื่อยไปเลยครับ แต่อย่าแช่นานนะครับประมาณ 15 นาทีพอครับ กำลังดี

รูปนี้ไปถ่ายแต่เช้าตอนไม่มีคนครับ

สำหรับหลายคนไปญี่ปุ่นน่าจะได้มีโอกาสไปแช่ออนเซ็นหรืออาบห้องน้ำรวมแบบนี้ คืออยากจะบอกว่าไม่ต้องอายหรอกครับ คนที่นี่เค้าอาบแบบนี้กันเป็นเรื่องปกติ เราก็ทำตัวปกติกลมกลืนไปกับเค้าเถอะครับ ไม่มีใครรู้จักเราหรอก ฮ่าๆ ผมเห็นคนไทยคนหนึง ก็คงจะอายๆ อยู่ละ อาบน้ำเสร็จรีบเอาผ้าปิดน้องชายแล้วรีบวิ่งออกไป กลายเป็นว่าคนหันไปมองกันหมดครับ ก็เลยดูตลกๆ ไปเลย หรือถ้าอายก็อาจจะเลือกช่วงเวลาที่คนอาจจะไม่เยอะก็ได้ครับ OK อาบน้ำเสร็จแล้ว กลับห้องนอนดีกว่า ราตรีสวัสดิ์อีกคืนครับ

#Japantrip , #Kansaitrip , #Malaysiatrip  , #เที่ยวญี่ปุ่น , #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง , #เที่ยวโอซาก้า , #เที่ยวโกเบ , #เที่ยวเกียวโต , #เอ็มพาบิน , #‎MjourneyPrabin‬ , #MalaysiaAirlines , #มาเลย์เซียแอร์ไลน์ , #AirasiaX , #KansaiAirport , #อาบน้ำสนามบินคันไซ , #แอร์เอเชีย , #Airasia

*****************************************

15/04/2015

ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)
1.บัตร ของรถไฟ JR มาลงที่สถานี JR Himeji ออกมาแล้วเดินไปอย่างเดียว
2. บัตร Kansai thru pass มาลงที่สถานี Sanyo-Himeji ออกมาเลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงไปอย่างเดียว

ตื่น เช้ามาวันนี้ รู้สึกผิดแผนอีกเล็กน้อย เพราะเช้านี้กะจะออกเดินทางไปปราสาทฮิเมจิ ตอนประมาณ 7 โมง แต่ตื่นสายครับ ฮ่าๆ กว่าจะได้ออกจากที่พักก็ 8 โมงนิดๆ แต่ก็ไม่เป็นไร มาเที่ยวเองทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ ยิ่งมาคนเดียวแล้วด้วยนี่ยิ่งง่ายครับ เปลี่ยนแผนได้ตลอด

จากนั้นก็เริ่มออกเดินทางกันเลยครับ เช้านี้เนื่องจากต้องรีบเดินทาง เพราะจากที่พักเดินทางไปปราสาทฮิเมจิ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็เลยแวะหาซื้อของกินง่ายๆ แซนวิซ ขนมปัง กาแฟ ที่ร้าน LAWSON เอาไปไว้กินบนรถไฟเลยครับ ซื้อ 2 ชุดเผื่อไว้มื้อเที่ยงด้วยเลย วันนี้ผมจะไปเที่ยวเริ่มต้นเที่ยวที่ปราสาทฮิเมจิ แล้วก็ไล่เที่ยวย้อนมาที่โกเบและโอซาก้าครับ

ตอนผมไปเปลี่ยนสายที่สถานี สถานี UMEDA(Subway) เพื่อไปขึ้นสาย HANSHIN ตรงนี้จะรู้สึกว่าหายากนิดหนึงครับ เพราะสถานี UMEDA ใหญ่มากกก รถไฟเชื่อมสถานีนี้ก็หลายสายมากๆ ดูในแผนที่รถไฟเหมือนสถานีมันจะอยู่ฝั่งเดียวกับรถไฟ JR ก็เลยเดินตามป้ายรถไฟ JR มา จนมาเจอ Information ที่ให้บริการนักท่องเที่ยวครับ ก็เลยเข้าไปถามว่าสถานีรถไฟสาย HANSHIN มันอยู่ตรงไหน จนทก็บอกมา อ้อมันอยู่ทางนี้นี่แหละ เดินมาถูกทางละ ก่อนออกมา จนท ถามว่าคุณมาจากไหนเหรอ ก็เลยตอบไป “From Thailand” เออ ทำไมเหมือนเป็นตัวแทนประเทศไปขึ้นเวทีอะไรซักอย่างเลยเนาะ ฮ่าๆ แล้วก็เดินทางต่อครับ พึ่งจะมาเห็นป้ายบอกทางไป สาย HANSHIN ก็ตรงนี้แหละครับ ก่อนนั้นก็ให้ตามป้าย JR มาแล้วกันนะครับ

พอ ออกมาจากสถานี เลี้ยวซ้ายแล้วก็เดินตรงไปเรื่อยๆ เลยครับ จะเจอปราสาทฮิเมจิเลย บรรยากาศทางเดินไปก็สวยอยู่นะครับ มีต้นไม้ดอกไม้ตลอดทาง แต่ออกมาเหมือนฝนกำลังจะตก ระหว่างที่เดินไปก็สังเกตว่าทำไมคนตรงนั้นถูกดูผิดปกติจัง เค้ากำลังทำอะไรกันหว่า ก็เลยแวะเข้าไปดู

พอเข้าไปดุก็เห็นว้าว กันดั้ม ตัวใหญ่มาก สูงกว่าอาคารตรงนั้นอีก คนกำลังถ่ายรูปกันใหญ่ แต่จริงๆ มันไม่ใช่ กันดั้มครับ พึ่งมารู้ตอนกลับมาเมืองไทย เปิดรูปให้นายญี่ปุ่นดู นายญี่ปุ่นบอกมันคือ Patlabor ตอนนี้นำมาทำเป็นหนัง เค้ากำลังทำ Roadshow อยู่ครับ ผมถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็ไปต่อ พอเข้าไปในบริเวณด้านหน้าปราสาทฮิเมจิ เสียงแรกที่ได้ยิน คือ เสียงคนไทยประกาศ ตามหากันครับ ฮ่าๆ ตอนนั้นนึกในใจ คนไทยนี่ดังไกลมาถึงนี่เลยเหรอเนี่ย แล้วไม่ใช่รอบเดียวนะครับ ผมอยู่จนกลับ ได้ยินอีกประมาณ 3 รอบ ผมว่าเวลาไปไหนแล้วไปหลายๆ คน นัดเวลา และสถานที่ให้ดีครับ ว่าจะเดินเที่ยวที่นี่ถึงประมาณกี่โมง แล้วเกิดเดินเที่ยว แล้วพลัดหลงกัน ให้นัดจุดกันไว้เลยครับ ว่าจะให้ไปเจอกันที่ไหน เพราะคงไม่ใช่ที่เที่ยวทุกที่ ที่จะมีเสียงตามสายให้ประกาศตามหากัน


ผมเดินถ่ายรูปตัวปราสาทฮิเมจิอยู่บริเวณรอบนอกอยู่นานครับ เพราะว่าวันนี้ อากาศไม่เป็นใจเอาซะเลย ท้องฟ้าไม่ค่อยเปิด เมฆค่อนข้างเยอะ ผมนี่นั่งรอให้ฟ้าเปิดเลยครับ กะจะรอเก็บภาพตัวปราสาทสวยๆ แต่โชคก็ยังไม่เข้าข้าง ตอนฟ้าเปิด แดดดันไม่ส่องลงมาที่ตัวปราสาท แต่ตอนฟ้าปิด ดันมีแดดส่องมาตัวปราสาทซะได้ ฝนก็มีมีทีท่าว่าจะตก ผมก็เลยกลับเลยครับ ไม่ได้เข้าไปข้างใน

Akashi Kaikyo Bridge

ที่ต่อไปที่จะไปเที่ยวก็คือ Akashi Kaikyo Bridge ครับ จริงๆ ตรงนี้ไม่ได้อยู่ในแผนที่ยวเลย แต่พอดีเปิด Guide Book ของ Kansai thru pass เห็นรูปแล้วน่าแวะมาถ่ายรูปดี และเป็นทางผ่านด้วยก็เลยขอแวะเที่ยวซะหน่อย

การเดินทาง มาได้ทั้ง  คนที่ถือ Pass ของรถไฟ JR และคนที่ถือบัตร Kansai thru pass
1.บัตร ของรถไฟ JR มาลงที่สถานี JR Maiko Station
2. บัตร Kansai thru pass มาลงที่สถานี Maiko Koen Station สาย Sanyo

ผมใช้บัตร Kansai thru pass ดังนั้นมาลงที่สถานี Maiko Koen ครับ อากาศตรงนี้หนาวมากก ลงมาจากรถไฟ ต้องรีบหยิบผ้าพันคอในเป้ออกมาใช้ทันที ช่วยได้เยอะ ออกมาจากสถานีก็เดินตามทางไปตามสะพานได้เลยครับ ไม่หลงแน่นอน จะผ่านสถานีรถไฟ JR ด้วย เดินไปเรื่อยๆ เลยเดี๋ยวก็ถึงครับ

        เดินไปซักพักสังเกตเห็นรถของกรุ๊ปทัวร์ต่างชาติจอดอยู่หลายคัน ตรงนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวหนึงที่ได้รับความนิยมเลยครับ แต่อาจจะยังไม่ค่อยฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยเท่าไรครับ มาถึงตรงใต้สะพานตรงนี้ลมแรงมากครับ เดินเซได้เลยเพราะลมพัด ผมก็ชิวๆ ครับ เดินถ่ายรูปสะพานไปเรื่อย เห็นคนนั่งตกปลาอยู่ผมนี่หนาวแทนเลยครับ แต่ปลาน่าจะเยอะนะครับแถวนี้ เห็นโดน จ๋อม จ๋อม เลย

ตรงสะพานสามารถขึ้นไปจุดชมวิวได้นะครับ มีทางให้เดินเป็นพื้นกระจกใสด้วย เห็นกลุ่มทัวร์ขึ้นไป แต่ผมก็ไม่ได้ขึ้นไปหรอกครับคนเยอะ ถ้ารูปชมบรรยากาศเสร็จ เดินทางต่อดีกว่า กลับไปขึ้นรถไฟที่สถานีเดิม

ตอนรอรถไฟ ขบวนที่ผมเล็งไว้คือรถไฟด่วน ที่จะมาตอน 15.54 น. แต่เวลา 15.52 น. มีรถไฟมา ไอ้ผมก็คงขบวนนี้แหละมั้ง พอรถไฟจอดปุ๊ป รู้สึกว่าเก้าอี้มันแปลกๆ ไม่เหมือนขบวนที่เคยขึ้นมาเลย ใจยังลังเลนะว่าใช่รึป่าว แต่ขาคือก้าวขึ้นไปแล้ว แค่ 2 นาที ใครจะไปคิดว่าเป็นคนละขบวน สรุปคือคนละขบวนจริงๆ ด้วยครับ ที่ผมขึ้นมาเป็น Local train ผมก็ไม่เป็นไร มันก็แค่จอดทุกสถานี อีก 11 สถานีก็จะถึงละ พอไปได้ประมาณ 5 สถานี ก็สุดสาย ซะงั้น ผมก็เลยต้องลงแล้วก็รถรถไฟด่วนขบวนถัดไป ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้รู้ว่า รถไฟที่ญี่ปุ่นโคตรตรงเวลา ถ้าบอกว่าจะมาเวลาไหน ก็คือเวลานั้น ถ้ามาคนละเวลา นั่นคือคนละขบวนนะครับ ฮ่าๆ

The Iron Man #28 Monument
ก่อนจะไปถ่ายรูป Kobe Port Tower อยากแวะถ่ายรูปอีกหนึ่งจุดครับนั่นคือ The Iron Man #28 Monument

การเดินทาง
1.บัตร ของรถไฟ JR Kobe ลงที่สถานี Shinnagata
2. บัตร Kansai thru pass มาลงที่สถานี Subway Shinnagata Station ,West Gate

ลงรถไฟมาก็ออก West Gate ตามที่  Guide book บอกเลย พอออกมามองไปรอบๆ มันอยู่ไหนหว่า เจ้า The Iron Man มองหาเองไม่เจอ ต้องถามแล้วละ มองหาเหยื่อ ที่ดูแล้วน่าจะสื่อสารกันได้ ก็ไปเจอวัยรุ่นผู้ชายกำลังเดินออกมาจากสถานีรถไฟ น่าจะรุ่นๆ เดียวกับผมนี่แหละครับ ก็เลยถามว่ามันอยู่ตรงไหน เค้าก็ชี้ว่าทางนั้น แล้วก็ทำมือให้เดินตามเค้าไป ผมก็คิดว่าเค้าคงจะเดินไปทางนั้นอยู่แล้วละมั้ง เพราะพึ่งออกจากสถานีรถไฟมา เดินไปอีกเค้าก็ชี้ให้ดูว่ามันอยู่หลังตึกนั้นนะ ไปข้ามถนนตรงนั้น ผมก็คิดว่าเค้าคงจะไปแล้วมั้ง ก็เลยขอบคุณเค้า แล้วเค้าก็ยังเดินไปทางนั้นนะ ตรงแยกที่ผมจะไปข้ามถนน พอถึงแยก เค้าก็หันมาบอกผมว่าข้ามตรงนี้แหละนะ เดินตรงไปอีกนิดหน่อยจะอยู่ทางขวามือ แล้วเค้าก็เดินกลับไปทางเดิม ผมก็เลยอ้าว ตกลงนี่เดินพามาส่งผมเหรอ รู้สึกประทับใจกับการช่วยเหลือมากๆ ครับ สำหรับความประทับใจแรกของวันนี้ ซึ่งยังไม่หมดนะครับ วันนี้ยังมีคนญี่ปุ่นอีก สองคนที่ทำให้ผมประทับใจ

พอมาเจอ The Iron Man ก็รู้สึกว่า อ้าว มันมีแค่หุ่น อันนี้จริงๆเลยเหรอ ฮ่าๆ แต่ตัวใหญ่มากๆ ครับ เค้าบอกว่าถ้าที่เมืองโตเกียวมีกันดั้ม ที่เมืองโกเบก็มี The Iron Man เป็นคู่แข่งนะ เป็นอีกหนึ่งจุดแวะถ่ายรูปสำหรับใครที่มาเที่ยวเมืองโกเบเลยครับ The Iron Man มีความสูงถึง 18 เมตร ด้วยกันครับ คนนี่ดูตัวเล็กไปเลย อยู่นี่ไม่ถึง 5 นาทีครับ ถ่ายสองสามรูปแล้วก็ไปต่อครับ

Kobe Port Tower & Harborland

การเดินทาง
1.บัตร ของรถไฟ JR มาลงที่สถานี Kobe Station
2. บัตร Kansai thru pass นั่ง Subway Kaigan Line มาลงที่สถานี Harborland Station , Exit 3

กลับไปที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อที่จะเดินทางต่อไปที่สถานี Harborland ดูในแผนที่ ของ Kansai thru pass ที่ให้มามันจะอยู่ถัดจากสถานีนี้ไปอีกประมาณ 5 สถานี ก็ไปรอขึ้นฝั่งที่ลงมาเลยครับ ก็ขึ้นไปปกติ ไม่มีอะไร แต่พอได้ยินเสียงประกาศสถานีถัดไป ฮึ้ย ทำไมมันไม่ใช่สถานีที่อยู่ในเส้นทางที่จะไป หว่า ก็เลยนั่งไล่หาว่าสถานีที่เค้าประกาศมันคือของสายไหน สรุปนั่งผิดสาย แผนที่ของ Kansai thru pass มันทำให้ผม งง เพราะรถไฟสองสายที่ออกจากสถานี Shinnagata มันทำเป็นสีเดียวกันไว้เลย ก็เลยเข้าใจว่ามันเป็นสายเดียวกัน แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันจะไปบรรจบกันที่สถานี Kobe Sannomiya ผมเก็บแผนที่ของ Kansai thru pass ใส่กระเป๋าไว้เลยครับไม่ใช้แล้ว ใช้แผนที่อีกอันที่ Print มา อันนี้แต่ละสายแยกสีชัดเจน

พอมาถึงสถานี Kobe Sannomiya (สถานีนี้ใหญ่มากครับเชื่อมต่อรถไฟประมาณ 5 สาย) มันจะต้องเปลี่ยนไปสาย Subway Kaigan Line  ซึ่งตอนออกมาจากรถไฟ ก็เห็นป้ายชัดเจนว่าสายนี้ให้เดินขึ้นไป ก็เดินขึ้นไป แต่พอขึ้นไปแล้วป้ายมันหายไปไหนหว่า พยายามมองหาแล้วไม่เจอ หรือเราดูผิด ลงไปดูป้ายใหม่ว่าชี้ไปทางไหน ก็ดูถูกแล้วนี่หว่า จึงถาม ผู้หญิงที่นั่งรอรถไฟอยู่ แต่เค้าไม่สะดวกคุยภาษาอังกฤษ ก็เลยหาเป้าหมายใหม่ ช่วงนี้เป็นช่วงเย็นหลังเลิกงานพอดี คนที่สถานีรถไฟเยอะมากครับ ทุกคนต่างคนต่างเดินมาอย่างรีบเร่งมากๆ (เป็นสเต็ปการเดินปกติของคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว) พยายามมองหาเป้าหมายเพื่อจะถาม ก็เจอผู้ชายพนักงานฮ๊อฟฟิตกำลังเดินมาด้วยความรีบเร่ง ผมก็เลยจะเอื้อมมื้อไปจับแขนเค้า เพื่อที่จะถาม แต่เค้าดูตกใจมากครับ เหมือนว่าใครกำลังจะมาจับแขนตรูวะ

ผมก็เลยถามเค้าว่า รถไฟสายนี้มันไปทางไหนเหรอ เหมือนเค้าก็ไม่ค่อยชัวร์ เค้าก็เลยพาผมเดินไปถาม จนท ของสถานี ระหว่างเดินไปเค้าก็ชวนผมคุยเยอะนะ บริษัทส่งมาทำงานเหรอ หรือมาเที่ยว มีบัตรรถไฟแล้วรึยัง ไหนขอดูบัตรหน่อย เอาบัตรผมไปให้ จนท เช็คอีกต่างหากว่าใช้ได้ไหม คือเค้าไม่รู้จัก Pass ที่ผมใช้เพราะ มันเป็น Pass สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ผมก็บอกไปนะว่าใช้ได้ๆ คนนี้ภาษาอังกฤษดีมาก เค้าก็แจ้ง จนท ให้ผมเรียบร้อยว่าผมกำลังหา Subway Kaigan Line  จนท ก็เดินไปหยิบแผนที่มา คือมีเตรียมไว้เป็นปึก ผมนี่ แบบ ห๊ะ มีเตรียมไว้เป็นปึกเลยเหรอ แสดงว่ามีคนมาถามบ่อยนะเนี่ย อธิบายการเดินทางให้ผมเรียบร้อย คือต้องเดินออกไปอีก มันไม่ได้มีทางเชื่อมไป จนท อธิบายเสร็จ พนักงานอ๊อฟฟิตที่พาผมมาก็ถามผมอีกว่าต้องให้เค้าเดินไปส่งไหม ตอนนั้นผมแบบว่ารู้สึกซาบซึ้งในความช่วยเหลือของเค้ามาก ตอนเจอเค้าตอนแรกคือดูเค้ารีบเร่งมาก แต่เค้าก็สละเวลามาช่วยผมอย่างเต็มที่ แต่ผมก็บอกไปแหละครับ ว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปเองได้ คนนี้เค้าน่าจะอายุยี่สิบปลายๆ นี่แหละครับ ดูวัยรุ่นๆอยู่ ก็เลยขอบคุณเค้าไปยกใหญ่เลยครับคนนี้ จนท สถานีรถไฟ ก็เหมือนขอบคุณคนนี้ด้วยที่พาผมมาส่งอะไรประมาณนี้ ทำไมเค้าดีกันจังเลยนะ ตอนนั้นซึ้งมากๆ จริงๆ ครับ นี่คือคนที่สองสำหรับวันนี้ที่ทำให้ผมประทับใจ ยังครับ ยังไม่หมด ยังมีอีกคน ฮ่าๆ

เหตุการณ์ต่อเนื่อง ผมก็เดินตามแผนที่มา จนออกมานอกสถานีรถไฟฟ้า แล้วเจอแยก ตามแผนที่คือต้องข้ามไป แต่เพื่อความชัวร์ขอถามคนแถวนั้นอีกรอบ ก็เลยไปเจอคนหนึงเหมือนเค้ากำลังจะมาก่อสร้างอะไรซักอย่างครับ ผมก็เลยถามเค้าว่าสถานีนี้มันอยู่ตรงไหน เพราะในแผนที่มันมีภาษาญี่ปุ่นกำกับอยู่ด้วย เค้าก็ตอบมาเป็นภาษาญี่ปุ่นนะครับ และก็ชี้ไปว่า ตรงนั้นๆ โอเค ผมก็กำลังจะเดินไป พอถึงแยก ผมก็เลยจะหยิบแผนที่ขึ้นมาดูอีก รอบ พี่คนนั้นมาสะกิดแขนผมครับ และชี้บอกอีกตรงนั้นๆ ผมรู้สึกแบบ โอโห้ พี่เค้าเดินตามผมมา เหมือนมาดูว่าผมจะไปถูกทางรึป่าว เพราะเค้าบอกผมมาเป็นภาษาญี่ปุ่นเค้าอาจจะกลัวผมไม่เข้าใจมั้งครับ คนนี้เป็นคนที่สามเลยของวันนี้ที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจในการช่วยเหลือของเค้ามากครับ แต่ละคนคือเค้าช่วยกันแบบสุดๆ กันเลยจริงๆ

โอเค มาถึงสถานี Harborland Station แล้ว ก็เดินออกมาทางออก 3 แล้วเดินไปตามป้าย Kobe Harborland เลยครับ จากจุดนี้เดินไกลพอสมควรครับ ใครไม่สะดวกเดินก็ขึ้นแท๊กซี่ไปได้เลยครับ ออกมาก็จะเจอแท๊กซี่จอดอยู่หลายคันเลยครับหน้าสถานีรถไฟฟ้าตรงนี้ ผมก็เดินไปเรื่อยๆ เลยครับ มั่วๆ ไป ก็ไปถูกนะครับไม่หลงนะตรงนี้ มาถึงตรงมุมถ่ายรูป Kobe Port Tower ตอนยังไม่มืดพอดี  รีบหยิบขาตั้งกล้องมากางเตรียมถ่ายรูปเลยครับ เข้าสู่โหมดถ่ายรูปละช่วงนี้ ฮ่าๆ จริงๆ มาถึงนี่อยากลองชิมเนื้อโกเบ อยู่เหมือนกันนะครับ แต่ไม่แน่ใจว่าร้านไหนอร่อย  ก็เลยว่าเดี๋ยวรอบหน้าค่อยมาชิม ถ่ายรูปเสร็จเดินทางกลับโอซาก้ากันดีกว่าครับ ค่ำพอดี เดี๋ยวไปหาอะไรกินที่ย่านชินไซบาชิกันครับ

ย่านชินไซบาชิ ตรงป้ายกุลิโก๊ะ

การเดินทาง
1.บัตร ของรถไฟ JR มาลงที่สถานี Namba
2. บัตร Kansai thru pass นั่ง Subway มาลงที่สถานี Namba
***ต้องเดินออกมาจากสถานีอีกซักพักนะครับ ถามคนแถวนั้นเอาว่าป้ายกุลิโก๊ะไปทางไหน เดี๋ยวผมอธิบายแล้วกลัวจะ งง ครับ

มาถึงที่ย่านชินไซบาชินี่ก็ สามทุ่มกว่าๆ แล้วครับ  ไปหาอะไรกินดีกว่า เดินผ่านเจอป้ายพิซซ่าญี่ปุ่น OKONOMIYAKI ดูน่ากินมากครับ เป็นอาหารที่ผมอยากมาชิมมากครับ ก่อนมาผมก็ยังถามพี่ที่อ๊อฟฟิตอยู่เลยว่าอันนี้มันเรียกว่าอะไร พอมาเจอแล้วก็ต้องจัดหน่อย ก่อนอื่นต้องถ่ายรูปใส่มือถือไว้ก่อนครับ ไปถึงจะได้สั่งง่ายๆ เข้าไปในร้านก็สั่งเลยครับ ปรากฏว่าเข้ามาผิดร้าน ฮ่าๆ ร้านที่ผมจะกินมันอยู่ชั้น 2 ต้องขึ้นบันใดเล็กๆ ไปอีก พ่อครัวร้านที่ผมเข้าผิดเดินออกมาชี้ให้ดูเลยครับว่าอยู่ตรงไหน แล้วยังขอโทษผมอีกต่างหาก ผมก็ งง ว่า ขอโทษผมทำไม เค้าไม่ได้ผิดอะไรเลย แอบอายคนในร้านเล็กน้อย ตอนนั้นคนเต็มร้านเลย ฮ่าๆ ก็ป้ายมันตั้งอยู่หน้าร้านที่ผมเข้าผิดเลย

ขึ้นมาถึงร้านก็ได้เวลาสั่งครับ คนที่ร้านตอนนี้ไม่ค่อยเยอะ เอาพิซซ่าญี่ปุ่นนี่แหละ พอเค้าเอามาเสิร์ฟ คือ มันได้เยอะมากครับ ราคา 750 เยน(ประมาณ 210 บาท) ราคานี้แบบคุ้มมากๆครับ กินคนเดียวเกือบไม่หมด ครับ ผมชอบการบริการของคนญี่ปุ่นมากๆ ครับ เป็นประเทศที่ งานด้านบริการ มี Service mind สูงมากๆครับ ร้านอาหารที่ญี่ปุ่น ถ้าเป็นร้านที่เป็นบาร์นั่งกิน แล้วถ้าคนเยอะๆ แบบกำลังรอคิวกิน ตามมารยาทแล้ว เราก็ควรจะรีบทานรีบออกมานะครับ อาจจะไม่ถึงกับรีบครับ ก็ทานเรื่อยๆ  แต่จะไปมัวแต่ถ่ายรูปนานๆ อาจจะดูน่าเกลียดไปนิดหนึงครับ โอเค กินอิ่มแล้วจ่ายตังค์ โดนภาษีไปอีก 60 เยน รวมเป็นราคาทั้งหมด 810 เยน(ประมาณ 226 บาท) ก็ยังโอเคอยู่ครับ เพราะอร่อยและได้เยอะมาก ราคาของที่ญี่ปุ่นจะเป็นประมาณนี้ครับ คือ ราคาที่ติดไว้อาจจะยังไม่รวมภาษี

กินเสร็จได้เวลาออกมาเดินเที่ยว ตรงป้ายกุลิโก๊ะแล้ว กินเสร็จก็ประมาณ สี่ทุ่มแล้วละครับ ร้านแถวนี้ปิดจนจะหมดแล้ว ร้านขาปูยักษ์ ก็ปิดแล้ว เลยอดชิมเลยนะ แต่คนยังเยอะมากๆ อยู่นะครับ ถึงจะดึกแล้ว คนไทยก็เยอะมาก เหมือนกันครับ มาที่นี่กะจะมาซื้อรองเท้า NB ซักคู่ แต่มาถึงร้านปิดแล้ว สรุปทริปนี้ไม่ได้ช๊อปอะไรซักอย่าง   5 ทุ่มละ กลับที่พักไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้เช้าต้องกลับแล้ว ราตรีสวัสดิ์ คืนสุดท้ายสำหรับทริปนี้ที่ญี่ปุ่นครับ

#Japantrip , #Kansaitrip , #Malaysiatrip  , #เที่ยวญี่ปุ่น , #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง , #เที่ยวโอซาก้า , #เที่ยวโกเบ , #เที่ยวเกียวโต , #เอ็มพาบิน , #‎MjourneyPrabin‬ , #MalaysiaAirlines , #มาเลย์เซียแอร์ไลน์ , #AirasiaX , #KansaiAirport , #อาบน้ำสนามบินคันไซ , #แอร์เอเชีย , #Airasia

*************************

16/04/2015

        วันนี้ตื่นมารีบจัดกระเป๋าอาบน้ำไปสนามบินครับ กลับไฟล์ท 11 โมง ไปต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์เหมือนเดิม ลากกระเป๋าออกจากที่พักประมาณ 8 โมงนิดๆ เช็ครถไฟแล้วว่าใช้เวลาประมาณ 40 นาทีจากที่พักไปสนามบิน แต่ก่อนกลับขอแวะอีกหนึ่งที่ ซึ่งเป็นที่ๆ อยากไป และอยู่ระหว่างทางไปสนามบินพอดี ดูผมชะล่าใจมากครับ เพราะตอนนั้นคิดว่า ทำ Web Check-in มาแล้ว กระเป๋าก็ไม่มีโหลด เดินไปขึ้นเครื่องได้เลย เดี๋ยวรอดูคนจะตกเครื่องนะครับ ฮ่าๆ

ศาลเจ้า สุมิโยชิไทฉะ (SUMIYOSHITHISHA)
การเดินทาง : นั่งรถไฟ Nankai Line มาลงที่สถานี Sumiyoshi-Koen ทางออก East Exit

เป็นศาลเจ้าที่ผู้คนนิยมมาขอเกี่ยวกับการเดินทาง ทางน้ำให้เดินทางได้ปลอดภัย ดังนั้นจึงเป็นศาลเจ้าที่ชาวประมงนิยมมาไหว้
ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมี สะพานกลอง(DRUM BRIDGE) อันสวยเด่น เงาสะพานจะสะท้อนในน้ำ ทำให้เห็นเหมือนเป็นรูปกลอง ดั้งนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นสะพานกลองครับ

ออกมาจากสถานีมองไปทางซ้ายจะเจอศาลเจ้าเลยครับ สะพานแดงๆ วันนี้ผมต้องหยอดตู้เอาครับจากที่พักมา 210 เยน เพราะว่าบัตร  Kansai thru pass ใช้ไม่ได้ละ เพราะซื้อเป็นแบบ 2 วันไว้ มันหมดตั้งแต่เมื่อวาน เดินถ่ายรูป และไหว้ศาลเจ้าซักพัก แล้วก็ต้องรีบเดินทางกลับไปสนามบินครับ แต่รู้สึกชอบที่นี่นะครับ เพราะดูร่มรื่น ดีครับ

พอกลับมาถึงสถานีรถไฟ เช็ครถไฟจากเว็บ Hyperdia รู้สึกตกใจ เพราะสถานีนี้รถไฟที่จะไปสนามบินมันไม่จอดครับ ผมต้องนั่งนั่งรถไฟ Local train ไปลงที่สถานี Sakai (210 เยน)แล้วต่อรถไฟ Nankai Airport ไปสนามบินอีกที(820 เยน) ซึ่งรถไฟจะไปถึงสนามบินตอน 10 โมง เครื่องออก 11 โมง ดังนั้นผมมีเวลาแค่  1 ชั่วโมงเท่านั้นครับ รอดูคนจะตกเครื่องครับ ฮ่าๆ

         พอรถไฟมาจอดที่สนามบิน ผมรีบวิ่งเลยครับ พอไปเจอแถว คนรอเข้าตรวจ Security Check ผมนี่ช๊อคเลย ครับ แถวยาวมากกกก เตรียมรับชะตากรรม ที่จะตกเครื่อง ตอนนั้นก็เลยเอา Borading pass ให้ จนท ที่คุมแถวตรงนั้นดูครับ ว่าผมมาต่อถูกแถวใช่ไหม แล้วเค้าก็บอกว่า ใกล้เวลาเครื่องออกแล้วนะคุณต้องติดต่อสายการบิน เค้าก็วอ ถามใครนี่แหละครับว่าเคาน์เตอร์ แอร์เอเชียอยู่ตรงไหน แล้วเค้าก็วิ่งพาผมไปที่เคาน์เตอร์ แล้วก็แจ้ง จนท เคาน์เตอร์ให้ เค้าดีมากๆ เลยครับ

พอมาถึงเคาน์เตอร์ ผมก็ยื่น Borading pass ไปถาม ว่า ผมทำ เว็บเช็คอินมาแล้ว ผมสามารถใช้ใบนี้ไปขึ้นเครื่องได้เลยใช่ไหม จนท ก็ชี้ไปบอกให้ผมไปรอตรงนั้นก่อน ข้างๆ ก็กำลังมีคนที่ขึ้นไฟล์ทเดียวกับผมกำลังโหลดกระเป๋าอยู่หลายคน แล้วมีคนหนึงนะครับพึ่งมาถึงแล้วเหมือนร้อนใจนะกลัวว่าจะไม่ทันขึ้นเครื่อง ก็เหมือนจะไปเร่งๆ จนท ตรงโหลดกระเป๋า ตรงนั้น จนท ผญ เลยพูดกลับมาว่า You late อารมณ์แบบคุณมาช้าเองเองนะ เราเบื่อคนอย่างพวกคุณมาก(อันนี้เพิ่มเองนะครับ ^^) ซักพัก จนท คนเดิมก็เรียกผมเข้าไป และออก Borading pass ใหม่ให้ แล้วบอกว่า คุณต้องไปที่เกทก่อน 10.40 น. นะ ไม่อย่างนั้นคุณจะไม่สามารถขึ้นเครื่องได้ บางคนได้ยินแบบนี้อาจจะช๊อค นั่งร้องไห้ได้ครับ เพราะ ดูแล้วยังไงก็ไปไม่ทันอยู่แล้วละเวลานี้ แต่ผมคือรู้ว่าเครื่องเค้าก็รอเราจนนาทีสุดท้ายนั่นแหละครับ จากนั้น จนท ก็ให้ผมไปต่อแถว Security Check อันยาวเหยียดนั้น ผมก็นึกว่าให้ผมรอแล้วจะมี จนท พาไปขึ้นเครื่องได้โดยที่ไม่ต้องต่อแถว ตอนนั้นก็ โอเค ไปต่อแถว ตกเครื่องก็ตกละวันนี้

ซักพักมี จนท ถือป้ายมาเรียกคนออกไปจากแถว Security Check ผมมองไป อ้าวนั่นมันไฟล์ท ผมนิ นางฟ้ามาโปรดชัดๆ พอไปรวมกลุ่มกันแล้ว มีคนร่วมชะตากรรมเดียวกับผมประมาณ ยี่สิบกว่าคนครับ เยอะมาก แล้ว จนท ก็พาเข้าช่องพิเศษครับ ไม่ต้องไปต่อแถวยาว แต่ จนท ตรง Security Check นี่เช็คละเอียดมาก ก็ค่อนข้างเสียเวลากับตรงนี้เหมือนกัน ผ่านจุดนี้ไปได้ ไปเข้า ตม ต่อ จนท ไม่พาเราเข้าช่องพิเศษ หรือ พาเราไปแซงคิวนะครับ แต่เห็น จนท บางสายการบินทำนะ คือพา ผดส เค้าไปแซงคิวหน้าแถวเลยครับ มาถึงตรง ตม ต้องเรียกว่าให้ใช้ทักษะส่วนตัวครับ เพราะแถวตรง ตม นี้ยาวมาก บางคนก็ไปขอคนหน้าแถวเลยครับว่าขอไปก่อนนะ ไฟล์ทจะออกแล้ว ซึ่งผมไม่กล้าทำครับ เพราะผมคิดว่าทุกคนก็รีบเหมือนกันหมดนั่นแหละ ตกเครื่องก็ตกซิ เรามาช้าเอง มีน้อยคนมากครับ ที่ไปขอแซงคิวแบบนั้น ที่เหลือเกือบยี่สิบคน ยื่นต่อแถวครับ

             ผ่าน ตม มาได้ ก็วิ่งครับ วิ่งอย่างเดียว ขนมของฝากอะไรว่าจะมาซื้อที่สนามบินไม่ได้ซักอย่างครับ มาครั้งนี้ญี่ปุ่นไม่ได้กินเงินผมเกี่ยวกับการช๊อปปิ้งเลย มาถึงตรงนี้ ยังต้องขึ้นรถไฟรับส่ง ไปที่เกท อีกนะครับ แต่ดีที่แป๊ปเดียว ผมขึ้นเครื่องนั่งที่นั่งของผมได้ตอนเวลา 10.55 น. ครับ เกือบไม่ทันแล้ว เล่นเอาหอบเลยครับงานนี้

ถ้าถามว่า แล้วถ้าผมตกเครื่องผมต้องทำยังไง
1.ติดต่อสายการบินเพื่อเลื่อนไฟล์ท ไปไฟล์ทถัดไป ซึ่งตรงนี้จะมี ค่าใช้จ่าย เป็นค่าธรรมเนียมในการเลื่อนตั๋ว และจ่ายค่าส่วนต่างของตั๋วที่เราซื้อมา กับราคาตั๋วปัจจุบันซึ่งราคาตั๋ว ณ วันเดินทางจะแพงอยู่แล้วครับ
2.ทำการซื้อตั๋วใหม่เลยครับ หาของสายการบินไหนก็ได้ที่ถูกๆ

กรณีของผมถ้าต้องตกเครื่องจริงๆ ผมจะเลือกซื้อตั๋วใหม่ครับ จะถูกกว่าเลื่อนตั๋ว เพราะผมได้ตั๋วมาถูก ถ้าเลื่อนตั๋วจะโดนค่าธรรมเนียมและค่าส่วนต่างของตั๋ว รวมแล้วแพงกว่าซื้อตั๋วใหม่แน่นอนครับ
ทุกคนอย่าเอาแบบอย่างผมนะครับ ครั้งนี้ยอมรับเลยว่า ชะล่าใจมากจริงๆ ถ้าสนามบินใหญ่ๆ อย่างสนามบินคันไซ ต้องเผื่อเวลาไว้ 3 ชั่วโมงเลยครับ ชัวร์สุด ครั้งนี้ถือเป็นโชคดีของผมที่สามารถไปขึ้นเครื่องได้ทันครับ

ขากลับจากโอซาก้าไปกัวลาลัมเปอร์นี้ บนเครื่องไม่มีอะไรครับปกติดี ขากลับผมได้นั่งติดริมหน้าต่างตรงปีกเลย ก็โอเคนะครับ จะได้ถ่ายรูปปีก พอแอร์เสริฟ อาหาร กินเสร็จผมก็นอนเลย หลับๆ ตื่นๆ พอใกล้ถึงกัวลาลัมเปอร์ผมก็ต้องเตรียมตัววิ่งอีกรอบครับ เพราะผมมีเวลา 2 ชั่วโมงในการต่อเครื่องกลับกรุงเทพ ประเด็นคือต้องต่อคนละอาคารกันครับ โดย AirasiaX มาลงที่ อาคาร KLIA2 แล้วต้องไปต่อเครื่องของ Malaysia Airline ที่อาคาร KLIA ซึ่งอยู่ห่างกันพอสมควรครับ

พอเครื่องลงจอดที่ อาคาร KLIA2 ผมรีบวิ่งเลยครับ จาก เกทมา ตม.ไกลมาก ดีที่ผมไม่ต้องรอรับกระเป๋าโหลดครับอาคารนี้เป็นอาคารสร้างใหม่ ค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียวครับ ผ่าน ตม เสร็จรีบวิ่งไปชั้น 1 เลยเพื่อจะไปขึ้นแท็กซี่ เพราะต้องรีบทำเวลา พอถามราคาแท็กซี่ เค้าบอกมา 34 ริงกิต(ประมาณ 303 บาท) ผมนี่ ห๊ะ 34 ริงกิตเลยเหรอ เปลี่ยนแผนๆ ไปขึ้น รถไฟ KLIA Ekspres ดีกว่า ราคา 2 ริงกิต(ประมาณ 18 บาท) นี่ขนาดผมรีบกลัวจะไปไม่ทันนะ แต่ยังแอบประหยัด 555 ลงไปรอรถไฟซักพักครับ ประมาณเกือบ 10 นาที รถไฟถึงมา จาก KLIA2 ไป KLIA ใช้เวลาไม่นานครับ ประมาณ 5 นาที น่าจะได้

ลงรถไฟปุ๊บก็รีบกดลิฟท์ขึ้นไปที่ชั้นขาออกระหว่างประเทศเลย ตรงดิ่งไป เคาน์เตอร์ของ Malaysia Airline จนท ให้ไปเช็คอินเองที่เครื่อง kiosk อีก อะผมก็ไปรอต่อคิว แต่ทำการเช็คอินไม่ได้เพราะมันเหลือเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนเครื่องออก มันขึ้นว่า Customer urgent ต้องกลับมาที่ เคาน์เตอร์เช็คอินอีกต้องให้ จนท  ทำการเช็คอินให้ แล้วก็รีบตรงไปที่เกทเลยครับ มีเวลาให้หายใจหายคอนั่งรอเครื่องออกที่หน้าเกทประมาณ 20 นาที วันนี้สุดๆ จริงๆ ครับ กลัวจะตกเครื่องทั้งวันเลย ฮ่าๆ

ขากลับนี่ผมนั่งไฟล์ท MH776 ,Thu, 16 Apr 2015, 18:50 คนโล่งมากครับขากลับ แต่ขามาคนค่อนข้างแน่นครับ จนท เช็คอินจัดที่นั่งให้ผมได้ถูกใจมาก ติดหน้าต่างหลังปีก ปกติผมจะชอบเลือกที่นั่งประมาณนี้แหละครับ ชอบถ่ายรูปปีกเครื่องบินมุมนี้ เพราะสะสมปีกเครื่องบินอยู่ครับ ฮ่าๆ

เครื่องขึ้นได้ระดับ แอร์ก็เดินเสริฟอาหารเลยครับ รู้สึกว่าอาหารเหมือนข้าวคล้ายๆ ที่สั่งบนแอร์เอเชียเลย ฮ่าๆ เรื่องอาหารของ Malaysia Airline รู้สึกไม่ค่อยจัดเต็มเท่าไรครับ มีขนมและถั่ว เสริฟ์  และน้ำขอได้เรื่อยๆ ก็ตามสไตล์สายการบิน Full Service นะครับ แต่การบริการสำหรับผมก็ค่อนข้างโอเคครับ โดยรวมแล้วสำหรับ Malaysia Airline ก็เป็นอีกหนึงตัวเลือกที่ดีนะครับ ถ้าราคามาสวยๆ

เครื่องลงที่สุวรรณภูมิตรงเวลา ครับ 2 ทุ่ม แต่แอบ Landing โหดนิดหนึงนะ แต่ยังไม่สู้ Thai lion air ครับ รายนี้ผมยกให้อันดับ 1 เรื่องความแรงในการ Landing มาถึงต้องแวะหาของฝากติดไม้ติดมือที่ Duty  free ที่สุวรรณภูมิซักหน่อย ไปถึงเมืองนอกเมืองนา ไม่ได้อะไรซื้ออะไรมาเลย แค่ขึ้นเครื่องทันก็ดีแล้วทริปนี้ ฮ่าๆ จบทริปครับ เดินทางกลับที่พักโดยปลอดภัย พบกันใหม่ ทริปไทเป 28 พ.ค-1 มิ.ย. นี้ อันนี้จองตั๋วโปรได้ ไปกลับในราคาเพียง 2100 บาทครับ(รวมภาษีและค่าตัดบัตรแล้ว)

*****************************

สรุปค่าใช้จ่าย

1.ค่าตั๋ว

เรื่องตั๋ว เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน  Lowcost หรือ สายการบิน  Full Service เรียกได้ว่า กระหน่ำปล่อยตั๋วโปรฯ ราคาถูกแสนถูกออกมาเรื่อยๆ แข่งขันกันอย่างดุเดือดมาก ซึ่งก็เป็นผลดีกับผู้บริโภคอย่างเราๆ ให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้แบบประหยัดมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าจองตั๋วได้ในราคาถูกแล้ว จะช่วยประหยัดค่าทริปลงไปได้เยอะมาก จะได้เหลือเก็บเงินไว้ไปกินเที่ยวอย่างอื่นครับ
สำหรับผมติดตามตั๋วโปรฯ จากเพจ Ar-pae.com และ เพจ ติดโปร – PRO addict ครับ ผมว่า ติดตามแค่ 2 เพจ นี้ไม่ว่าตั๋วจากสายการบินไหน บินไปที่ไหนทั่วโลกก็ไม่พลาดโปรโมชั่นแน่นอนครับ (ไม่ได้ค่าโฆษณาใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ ฮ่าๆ แต่ก็ต้องขอบคุณที่ทำให้ทราบโปรโมชั่นต่างๆ ได้รวดเร็ว)

2.ค่าเดินทาง

– ในมาเลเซีย
สำหรับค่าเดินทางในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ไม่แพงเลยครับ ค่ารถไฟฟ้าเรียกได้ว่าถูกกว่าบ้านเราอีก โดยค่ารถไฟฟ้าเค้าเริ่มต้นที่ประมาณ 1.40 ริงกิต หรือประมาณ 13 บาท  ถูกมากกก บ้านเราแพงกับอะไรครับ ฮ่าๆ

– ในญี่ปุ่น
ทริปนี้ ผมหมดกับค่าเดินทางไม่เยอะครับ เพราะเที่ยวอยู่แค่ในภูมิภาค คันไซ ไม่ได้เที่ยวข้ามภูมิภาค สำหรับใครที่อยากจะประหยัดค่าเดินทางในญี่ปุ่น ก็แนะนำให้เที่ยวทีละภูมิภาคครับ เพราะ Pass ตั๋วรถไฟต่างๆ จะมีเป็น Pass เป็นภูมิภาคๆ ไป ซึ่งจะไม่แพงครับ ไม่ว่าจะของเจ้าไหน แต่ถ้าข้ามภูมิภาคราคาจะค่อนข้างสูงครับ มาเที่ยวญี่ปุ่นให้วางแผนการใช้ Pass ดีๆ ใช้ให้เหมาะกับทริป จะได้ใช้ได้คุ้มค่าและประหยัดค่าใช้จ่ายครับ ถ้ามาแบบไม่วางแผนการเดินทางดีๆ อาจจะหมดกับค่าเดินทางภายในญี่ปุ่นแพงกว่าตั๋วเครื่องบินที่ซื้อมาก็ได้ครับ

3.เรื่องค่า กิน ค่าอาหาร

– ในมาเลเซีย
อาหารที่กัวลาลัมเปอร์ ราคาพอๆ กับบ้านเราครับ ไม่ได้แพง หิวอะไรก็ซื้อกินได้เลยครับ ไม่ต้องมากังวลว่า มันจะแพงเกินไปรึป่าว

– ในญี่ปุ่น
ส่วนที่ญี่ปุ่น หลังจากการได้มารอบที่แล้ว ก็พบว่า ข้าวญี่ปุ่นแบบถูกๆ ก็มีเยอะครับ มาม่าปลากระป๋องไม่ต้องพกมาให้หนัก ทริปนี้ผมไม่แบกมาเลย เพราะเราสามารถซื้อข้าวตามร้าน LAWSON  เซเว่น หรือจะ ญี่ปุ่น กินได้ จะมีหลากรายราคาให้เลือกมากครับ ราคาหลักร้อยเยนเท่านั้นเอง หรือตามสถานีรถไฟ ตามตลาด ก็ไม่แพงครับ ร้านทั่วไปก็เริ่มต้นที่ 600 เยน มีให้เห็นเยอะครับ

เรื่องกินไม่แพงครับ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกกินอะไรนะ ตามสไตล์การกิน และเงินในกระเป๋าของแต่ละคนแล้วกันนะครับ ถ้าอยากประหยัดๆ ก็เยอะครับ

ทริปนี้หมดน้อยมากครับ ที่มาเลเซีย ผมใช้เงินในการกิน เที่ยวเดินทาง แค่ ประมาณ 740 บาท และที่ญี่ปุ่น ใช้เงินการการกินเที่ยวเดินทาง ประมาณ 4,027 บาทเท่านั้น ตอนจะกลับนับเงินดู ตกใจเลยทำไมเหลือเยอะจัง จริงๆไม่ได้กะเกณฑ์ นะครับ ว่าจะต้องกินเที่ยวภายในงบเท่าไร เอาตามที่เวลาสะดวกมากกว่าครับ ทริปนี้เน้นมาเก็บสถานที่ท่องเที่ยว อย่างบางวันรีบเดินทางก็อาจจะซื้อของที่มาร์ทไปกินบนรถไฟ หรือช่วงไหนพอมีเวลาหน่อยก็แวะหาร้านนั่งกินดีๆ ครับ

*****************************************

>>>  จบทริปปุ๊บปั๊บ Backpack เที่ยวญี่ปุ่นและมาเลเซีย ด้วยตัวเอง 11-16/04/2015  <<<

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน และอ่านมาจนถึงตรงนี้ครับ
สำหรับใครที่อาจจะไม่ได้เล่นพันทิป ชอบสไตล์การท่องเที่ยวด้วยตัวเองและการเขียนรีวิวของผมสามารถติดตามได้อีกทางที่
Fanpage : https://www.facebook.com/MJourneyPrabin


ถ้าถามว่าการได้ไปลองเที่ยวคนเดียวทริปนี้ ได้อะไรบ้าง

สำหรับการได้เที่ยวด้วยตัวเองทริปนี้ ผมว่ามันเป็นประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่ามากๆ เลยครับ สำหรับผม ตลอดการเดินทางได้รับน้ำใจ และเกิดความประทับใจต่างๆ มากมาย ได้ตัดสินใจ แก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง ทำให้ทริปนี้คล่องตัวมาก อยากไปไหนก็ไป และทุกที่ๆ ไปคือที่ๆ เราอยากไปทั้งหมดครับ กลับมารู้สึกว่าผมเริ่มชอบการเที่ยวคนเดียวซะแล้ว อยากจะออกไปลุยเดี่ยวที่ไหนซักที่อีกครั้งเลยครับ

***มุมมองสำหรับแต่ละประเทศ***

 

ประเทศมาเลเซีย (กัวลาลัมเปอร์)

จริงๆที่นี่ยังไม่ได้มีเวลาหาข้อมูลแบบลงลึกก่อนเดินทางมากนัก เพราะเวลาเตรียมทริปค่อนข้างน้อย แถมเวลาน้อยๆ ที่มีก็อ่านแต่ข้อมูลญี่ปุ่น ฮ่าๆ สำหรับมาเลเซียก็เลยเหมือนไปตายเอาดาบหน้าครับ ฮ่าๆ แต่พอได้ไปสัมผัสจริงๆ ผมรู้สึกว่าประเทศนี้โอเคเลยนะ ของไม่ได้แพง ราคาเท่าๆ กับบ้านเราเลย ค่าเดินทางก็ถูก และผู้คนก็ดูเป็นมิตรดีครับ ตอนแรกก่อนมาเราก็กังวลนะว่า เค้าจะน่ากลัวรึป่าว เพราะเห็นเค้าดูเป็นแขกๆ ใส่ผ้าคลุมศรีษะ นะ แต่จริงๆ แล้วส่วนใหญ่ ผมว่าเค้าดูเป็นมิตรดี ผมสัมผัสได้ ครับ ฮ่าๆ

แต่มีอย่างหนึงที่รู้สึกว่าที่นี่แปลกๆ กว่าที่อื่นที่เคยไปคือ เสียค่าเข้าห้องน้ำครับ มีหลายเรท แล้วแต่สถานที่ ในห้างก็เสียครับ ผมเจอตั้งแต่ 1 2 และ 4 ริงกิตครับ(เรทที่ผมแลกไปคือ 1 ริงกิต = 8.9 บาท) ค่าเข้าห้องน้ำแอบแพงอยู่นะ บางที่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าสะอาดเท่าไร

โดยรวมแล้ว มาเลเซียก็โอเคครับสำหรับผม แต่ความรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ ต่างประเทศ อาจจะด้วยอากาศที่พอๆ กับบ้านเราครับ ฮ่าๆ ค่าตั๋วมาที่นี่ก็ไม่แพงนะครับ ของแอร์เอเชียช่วงปกติราคา ไปกลับ สองพันกว่าบาทก็มีมาให้เห็นบ่อยๆ ใครอยากมาลองเที่ยวต่างประเทศแบบไม่ต้องใช้งบ เยอะ มาเลเซีย ก็เป็รอีก หนึ่งที่แนะนำครับ

ประเทศญี่ปุ่น

มาครั้งนี้เป็นรอบที่ 2 แล้วความรู้สึกก็ยังไม่ได้ต่างไปจากรอบแรกมากนัก คือรู้สึกว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สะดวกสบาย ง่ายต่อผู้อยู่อาศัยมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ เรามี Locker ฝากของ ทุกสถานีรถไฟฟ้า มีตู้น้ำให้กดเยอะมากๆ มีห้องน้ำสาธารณะ ให้เข้าตลอดโดยเฉพาะในสถานีรถไฟ

อีกอย่างหนึงที่สังเกตุเพิ่มขึ้นมาสำหรับทริปนี้คือ ชุด Uniform ของแต่ละอาชีพ ดูดีมาก แทบไม่ได้มีอาชีพไหนดูด้วยกว่ากันเลย เพราะคนญี่ปุ่นถือว่าทุกอาชีพเป็น อาชีพที่ควรได้รับการให้เกรียติครับ พนักงานประจำรถไฟ ก็ใส่สูทผูกไทค์ เหมือนกับพนักงานอ๊อฟฟิต ขึ้นรถไฟมาแทบจะแยกไม่ออกเลยครับ

และสำหรับสิ่งที่รู้สึกต่างออกไปเลยสำหรับการมาญี่ปุ่นรอบนี้คือ รู้สึกประทับใจประเทศญี่ปุ่นมากๆ ครับ ครั้งที่แล้วมากลับไป คนถามไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นไงบ้าง คือก็ตอบไปว่า ก็โอเค ออกแนวก็ชอบแหละแต่ยังไม่ถึงกับประทับใจ แต่รอบนี้ต้องบอกว่า ประทับใจและชอบมากๆ

สิ่งที่ได้เห็นได้เรียนรู้จากการไปญี่ปุ่นรอบแรก และรอบสอง ที่ผู้อ่านน่าจะได้รับประโยชน์นะครับ

1.ได้เห็นผู้คนที่เป็นระเบียบมาก เข้าคิวกันนี่แถวยาวเหยียด เอาจนผมอึ้ง
2.ได้เห็นว่าจริงๆ การเดินทางโดยรถไฟในญี่ปุ่นไม่ได้ยากเลย มันแค่เยอะเฉยๆ ค่อนข้างจะมีป้ายหรือสัญลักษณ์บอกที่ชัดเจนกว่าอีกหลายประเทศมาก
3.ได้เห็นการขึ้นรถไฟที่ห้ามคุยโทรศัพท์ หรือทำอะไรที่เป็นการรบกวนผู้อื่น
4.ได้เห็นว่าข้าวที่ญี่ปุ่นถูกๆ ก็เยอะนะ ครั้งหน้าไปไม่ต้องพกมาม่าไป เข้าใจไหม ฮ่าๆ
5.ตอนจ่ายเงินเวลาซื้อสินค้าหรือบริการ เค้าจะมีถาด ให้เราวางเงินที่จะจ่ายไว้ในถาดนะ เค้ารับเงินไปก็จะทวนถามเราอีกทีว่ารับมาเท่านี้นะ
6.ได้รับรู้ว่า การบริการที่นี่ ผู้ให้บริการมี Service Mind สูงมาก เต็มใจบริการสุดๆ
และได้เห็นวัฒนธรรมที่ต่างออกไปอีกมากมายครับ

***************************************

ขอจบด้วยการรวมเรื่องราวประทับใจของการเที่ยวญี่ปุ่นในครั้งนี้ครับ

คนญี่ปุ่นทำให้ผมประทับใจมากๆ ถึง 4 คน ครับในทริปนี้

1.คนแรก(เด็กวัยรุ่น) : ให้ผมเดินตามเค้าไป ผมก็นึกว่าเค้าจะเดินไปทางนั้นอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ ส่งผมถึงที่ แล้วเค้าก็เดินกลับครับ

2.คนที่สอง(พนักงานอ๊อฟฟิต ดูเร่งรีบมาก เดินมาอย่างเร็ว ) : ผมถามหาสถานีรถไฟ(ต่อสถานี) เค้าก็พาไปถาม จนท สถานีให้ จนท ก็เลยหยิบแผนที่มาให้ แล้วอธิบายทางไป พอ จนท อธิบายเสร็จ เค้าก็ถามผมอีก ว่าจะให้เค้าเดินไปส่งไหม ตอนนี้เริ่มซึ้งละ ทำไมดีจัง แต่ก็เกรงใจเค้าครับ ก็เลยบอกเดี๋ยวไปเองได้ ขอบคุณกันยกใหญ่

3.คนที่สาม(จนท กำลังมาก่อสร้างอะไรซักอย่าง) : ต่อจากเหตุการณ์คนที่ 2 เดินมาได้ซักพักผมก็เลยถาม ว่ามันอยู่ตรงไหน เพื่อความชัวร์ เค้าก็บอก(ภาษาญี่ปุ่น) และชี้ว่าไปทางนั้น ผมก็เดินไปพอถึงแยกก็เลย หยิบแผนที่ขึ้นมาดูอีกครั้ง พี่เค้ามาสะกิดแขนและชี้บอกว่าไปตรงนั้นๆ ผมนี่อึ้งในการช่วยเหลือของเค้ามาก เค้าเดินตามมาดูผมว่าผมจะไปถูกรึป่าว

4.และคนสุดท้าย จนท ที่สนามบิน คือผมเอา Borading pass ให้เค้าดูครับ แล้วเค้าก็บอกว่า ใกล้เวลาเครื่องออกแล้วนะคุณต้องติดต่อสายการบิน เค้าก็วอ ถามใครนี่แหละครับว่าเคาน์เตอร์ แอร์เอเชียอยู่ตรงไหน แล้วเค้าก็วิ่งพาผมไปที่เคาน์เตอร์ แล้วก็แจ้ง จนท เคาน์เตอร์ให้ คอจริงๆ เค้าบอกแค่แถวผมแล้วให้ผมเดินไปก็ได้ แต่นี่ไม่ครับ คือช่วยแบบถึงที่สุดจริงๆ ไปถึงเคาน์เตอร์เล่นเอาหอบกันทั้งสองคน

ทั้ง 4 คนนี้ ผมอยากกลับไปเจอหรืออยากติดต่อได้อีกเหลือเกินครับ อยากจะบอกว่าถ้ามาเที่ยวเมืองไทย ติดต่อผมนะเดี๋ยวผมจะพาเที่ยว แต่ด้วย ณ สถานการณ์นั้นด้วยเวลาก็เลยยังไม่ทันได้คุยอะไรกัน

สุดท้ายผมก็อยากจะขอบคุณทั้ง 4 คนนี้อีกครั้งที่ช่วยเหลือผม และทำให้ผมชอบ ประทับใจประเทศประเทศญี่ปุ่น อยากให้ทุกคนมีน้ำใจและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวประเทศไทยแบบนี้บ้างนะครับ ^^

#Japantrip , #Kansaitrip , #Malaysiatrip  , #เที่ยวญี่ปุ่น , #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง , #เที่ยวโอซาก้า , #เที่ยวโกเบ , #เที่ยวเกียวโต , #เอ็มพาบิน , #‎MjourneyPrabin‬ , #MalaysiaAirlines , #มาเลย์เซียแอร์ไลน์ , #AirasiaX , #KansaiAirport , #อาบน้ำสนามบินคันไซ , #แอร์เอเชีย , #Airasia

—–จบครับ——-



Booking.com

Facebook Comments

Related posts

2 thoughts on “Review ทริปลุยเดี่ยว Backpack ญี่ปุ่น & มาเลเซีย ทั้งทริปแค่ 14,2XX บาท

  1. I’m impressed, I must say. Rarely do I encounter a blog that’s both

  2. ขอบคุณมากครับ วัดที่มีต้นไผ่เยอะๆ น่าไปมากครับ ภาพสวยๆ ทั้งนั้นครับ ^^