Review ทริปลุยเดี่ยว ตะลุยยุโรปครั้งแรก ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี 14 วัน กับ [เอ็ม พาบิน]

Banner2

กด Like ติดตาม Fanpage M Journey – เอ็ม พาบิน : คลิกที่นี่


Review ทริปลุยเดี่ยว ตะลุยยุโรปครั้งแรก ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี 14 วัน กับ [เอ็ม พาบิน]

สวัสดีครับ วันนี้จะมารีวิว ทริปลุยเดี่ยว ยุโรปครั้งแรก 6-19 เมษายน 2559 ที่ผ่านมาครับ

     ทริปนี้ไปลุยเดี่ยว และเป็นการออกเดินทางไปยุโรปครั้งแรก ก็เลยเลือกไป ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี เน้นที่ฝรั่งเศส ครับ ก็เน้นเที่ยวแบบประหยัดๆ เหมือนเดิม จองตั๋วโปร นอนห้องรวม แต่กินเที่ยวเต็มที่ตามสไตล์ครับ มีสรุปค่าใช้จ่ายให้ด้านล่างนะครับ

     พอพูดถึงยุโรปแล้ว หลายคนอาจจะไม่คิด ไม่ฝันด้วยซ้ำว่า จะมีโอกาสได้ไปเยือนรึป่าว อาจจะดูเป็นสถานที่ ที่ไกลตัวไปสำหรับหลายๆ คน ผมคนหนึงครับ ที่เคยคิดแบบนั้นก็เลยเลือกเที่ยวประเทศใกล้ๆ ในเอเชียนี้ก่อน ไปมาแล้วหลายประเทศครับ บางประเทศก็ไปหลายรอบ จนรู้สึกว่าน่าจะลองหาที่ใหม่ๆ ที่มีอะไรที่แตกต่างไปจากแถวๆ เอเชีย บ้างแล้วละ ก็เลยมองเป็นทางยุโรปเลยครับ

     เป็นอีกทริปครับ ที่รู้สึกตื่นเต้น และท้าทายมาก เพราะเดินทางคนเดียว และไปยุโรปครั้งแรกด้วย และนอนรวมกับคนอื่นเป็นครั้งแรก บวกกับเตรียมทริปก่อนเดินทางได้ยังไม่ค่อยเป๊ะเท่าไร ออกแนวไปหาข้อมูลเอาข้างหน้า แต่จุดนี้นี่เองครับ ที่เป็นอีกเสน่ห์ของการเดินทางในทริปนี้ เพราะได้ดึงทักษะการเอาตัวรอดต่างๆ ที่มีอยู่ ออกมาใช้ แบบเรียกได้ว่าเดินทางทริปนี้ได้ประสบการณ์การเดินทางมากๆ เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากๆ จริงๆ ครับ

      รีวิวนี้เป็นรีวิวภาพรวมของทริปนะครับ ยังไม่ถึงขนาดลงรายละเอียดการเดินทางไปแต่ละที่อย่างละเอียดมาก เดี๋ยวจะทำรีวิวแยกให้อีกครั้งนะครับ สำหรับใครที่อยากอ่านแบบ บอกรายละเอียดการเดินทาง หรือท่านใดอ่านแล้วมีอะไรสงสัยอยากถามเพิ่ม ก็ทักมาถามทางเพจของผมด้านล่างได้เลยนะครับ


 :: ที่มาขอทริปนี้

   เริ่มจาก จองตั๋วไปกลับกรุงเทพ-ปารีส ได้มาในราคา 12,741 บาท พอเห็นเพจ เพื่อนบอกโปร โพส์ต ผมรีบจองทันทีครับ ไม่ได้ชวนใครเลย เจอโปรถูกๆ ต้องรีบตัดสินใจนะครับไม่งั้นหมดก่อน จริงๆ ออกแนวจองไว้ก่อน เพราะมันต้องขอวีซ่าอะไรอีก ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านไหม จองไว้ล่วงหน้าข้ามปีเลยทีเดียวครับ

ดูรีวิว สายการบิน Jet Airways ได้ตามลิงค์นี้ครับ
[CR]Review สายการบิน Jet Airways บินไปกลับ กรุงเทพ – ปารีส กับราคาสวยๆ 12,741 บาท ต่อเครื่องที่ มุมไบ


:: ได้ตั๋วแล้ว มาทำวีซ่ากันต่อ

     90 วันก่อนเดินทางก็ทำเรื่องขอวีซ่า เชงเก้น ฝรั่งเศส ขอผ่าน TLS ครับ พอเปิดให้ขอได้ปุ๊ป ผมก็ทำเรื่องขอเลย คืออยากรู้เร็วๆ ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ใช้เวลาแค่ 3 วันทำการครับ ก็รู้ผลว่าผ่าน รวดเร็วมากๆ ผมได้แชร์เรื่องการเตรียมเอกสารขอวีซ่าไว้ในกระทู้นี้แล้วครับ เข้าไปดูกันได้ วีซ่า เชงเก้น ฝรั่งเศส ของ่ายครับ แผนการเดินทาง ใบจองที่พัก ใบจองรถไฟ หรือตั๋วเครื่องบินข้ามเมือง ไม่ต้องใช้ครับ ยื่นแค่เอกสารไม่กี่อย่างก็ส่งเรื่องขอได้ ดูในกระทู้นะครับ รายละเอียด

“แชร์ประสบการณ์ ขอเชงเก้นวีซ่า(ฝรั่งเศส)ครั้งแรก ไม่ยากอย่างที่คิด เมื่อยุโรปไม่ได้ไกลเกินฝัน”


:: แผนการเดินทาง

พอวีซ่าผ่าน แล้วถึงค่อยเริ่มหาข้อมูลวางแผนเที่ยวครับ ช่วงหาข้อมูลแรกๆ ก็ งง ไปหมดครับ ก็ค่อยๆ อ่านๆ รีวิว ดูรายการท่องเที่ยวไป พอให้มองภาพรวมออก ว่าจะอะไรยังไง แต่เอาตรงๆ ทริปนี้ผมไม่ค่อยมีเวลาเตรียมทริป หาข้อมูลเท่าไร เพราะติดงาน ติดภารกิจหลายอย่าง จนตอนแรก ยกเลิกทริปไปเรียบร้อยแล้ว แต่หลายคนก็บอกไปเถอะ อุตส่าห์จองตั๋ว ขอวีซ่าผ่านแล้ว บางอย่างก็ได้จ่ายเงินไปแล้วด้วย 6 วันก่อนเดินทางก็เลยตัดสินใจไปครับ
และนี่คือแผนการเดินทางของผม ที่พกไป ณ วันเดินทาง

     จะเห็นว่ามีแค่แผนการไปโรงแรม และการเดินทางข้ามเมืองครับ ไม่ได้มีบอกเลยว่า วันไหนจะไปไหน ยังไง เพราะเตรียมไม่ทันจริงๆ ครับ ก็เลยกะว่า ไปหาข้อมูลวันต่อวันข้างหน้าอีกที ขอให้เข้าที่พักให้ได้ก่อน อย่างอื่นค่อยหาทางเอาตัวรอดอีกที (ท่านใดคิดว่าอยากจะขอแผนการเดินทางที่เป็นไฟล์ เอาจริงๆ ทริปนี้ไม่มีแผนครับ มีแค่ตามด้านบนนี่แหละครับ)

     ก่อนเดินทางก็รู้สึกหวั่นๆ พอควรเลยนะครับ เพราะปกติถ้าจะไปไหนคือต้องหาข้อมูลไว้เป๊ะมาก สถานที่นี้ เดินทางยังไง ลงสถานีไหน ออกประตูไหน ต้องมีในแผนหมดแล้วข้อมูลพวกนี้ แต่ทริปนี้ไม่มี พอดีไปอ่านเจอความคิดเห็นหนึงครับ บอกว่า “ยุโรป เที่ยวง่ายกว่าญี่ปุ่นเยอะ” ผมก็เลย เอาวะ ญี่ปุ่นก็เคยไปลุยเดี่ยวมาแล้ว ไปลองลุยเดี่ยวยุโรปดู ถ้าผ่านทริปนี้ได้ มันต้องได้ประสบการณ์ การเดินทาง ที่มีค่ามากๆ ครั้งหนึงในชีวิตนะ

ก็เรียกได้ว่าทริปนี้ เป็นอีกหนึ่งทริปที่รู้สึกว่า ท้าทาย ทักษะการเอาตัวรอด ในต่างแดน ของตัวผมเองพอสมควรครับ เพราะ

    1.แผนเที่ยวไม่มี จะไปไหนคือดูสภาพอากาศและหาข้อมูลการเดินทางที่เที่ยววัน ต่อ วันอีกที
    2.ต้องไปนอนรวม กับคนอื่นครั้งแรกเลยครับ ก็รู้สึกว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดี สำหรับการเดินทางทริปนี้
    3.บินไกลที่สุดในชีวิต ไกลจริงๆ ครับ ครั้งแรกเลยที่นั่งเรื่องบินนานขนาดนี้ ดูหนังจบ 3 เรื่องแล้วยังไม่ถึง
    4.เดินทางคนเดียว เราหวังพึ่งคนอื่นไม่ได้ เราต้องพึ่งตัวเราเอง คือมันต้องเอาตัวเองให้รอดครับ

:: สิ่งที่ต้องระวัง

      อย่าคิดว่าทุกอย่างมันจะสวยงามไปซะหมด มันยังมีสิ่งที่เราต้องระวังตัวด้วยสำหรับการไปเที่ยวที่ ปารีส หรืออิตาลี นั่นก็คือ ต้องระวังแก๊งค์ล้วงกระเป๋า ซึ่งจากที่อ่านๆ รีวิว โดนกันเยอะมากครับ มากันในหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่จะโดนกันบนรถไฟฟ้า หรือตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ครับ


:: วิธีการป้องกันที่ผมใช้คือ

    1.ใส่เงินและพาสปอร์ต ไว้ในกระเป๋าเล็กๆ สำหรับคาดที่เอว หรือ อก แล้วแจ็คเก็ตทับอีกที แล้วแบ่งเงินบางส่วนออกมาแค่เพียงพอสำหรับใช้เป็นวันๆ ไป
    2.เวลาขึ้น รถไฟ พยายามหลีกเลี่ยงตู้ที่คนแน่นๆ เวลามีคนเดินมาชิดเรา ทั้งที่ๆ ว่างก็เยอะ ให้เดินออกห่างเลยครับ ไม่ต้องไปเกรงใจหรือกลัวเสียมารยาท
    3.ซื้อกุญแจเล็กๆ มาไว้ล๊อค ซิปเป้สะพายหลังไว้ด้วยครับ
    4.เวลาอยู่ในที่พัก ถ้าต้องออกนอกห้องไม่ว่าจะไปนาน หรือไปไม่นาน ก็จะเก็บของล๊อคไว้ตลอดครับ จะไม่เปิดโอกาสใดๆ ทั้งสิ้น
    5.ไม่พาตัวเองไปอยู่ในสถานที่เสี่ยงหรือดูแล้วรู้สึกว่าอันตราย
    6.จัดกระเป๋า จัดของ ให้ตัวเองดูคล่องตัวที่สุดครับ ไม่ถืออะไรพะรุงพะรุง
    7.เวลาต้องเข้าไปอยู่ที่คนแน่นๆ แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้เอากระเป๋าเป้ หรือสิ่งของต่างๆ มาไว้ด้านหน้า หรืออยู่ในที่ๆ เราสังมองเห็นได้
    8.ผมจะเตรียมสายล๊อคจักรยาน ไปไว้คล้องล๊อคกระเป๋าเดินทางไว้ด้วยเวลานั่งรถไฟข้ามเมือง ครับ เพราะป้องกันคนหยิบกระเป๋าเราไป ทั้งแบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ

คร่าวๆ ก็ประมาณนี้ครับ ต้องเที่ยวแบบระวังตัวเองครับ จนจบทริปผมก็สามารถเที่ยวอย่างอยู่รอดปลอดภัยดีครับ ไม่มีเหตุการณ์อะไรไม่ดีเกิดขึ้นครับ




Booking.com

:: เว็บจองตั๋วรถไฟข้ามเมืองหรือข้ามประเทศ ในยุโรปครับ
http://www.sncf.com/
http://www.raileurope.com/
ลองเปรียบเทียบราคาดูครับ ที่ไหนถูกกว่าก็จองอันนั้นครับ


:: สรุปค่าใช้จ่าย

     สำหรับทริปนี้ก็เป็นทริปเที่ยวแบบประหยัดๆ ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 54,850 บาท ถือว่าหมดไปค่อนข้างถูกนะครับ สำหรับทริป 3 ประเทศ 14 วัน หลักๆ ก็จะเน้นประหยัด ค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าที่พักครับ อย่างอื่นก็กินเที่ยวตามปกติ

-ทริปนี้พกเงินสดติดตัวไปแค่ 500 EUR หรือประมาณ 19,500 บาท
-และไปกดเงินที่สวิส เพิ่มอีก 300 CHF หรือประมาณ 11,000 บาท
-กลับมาแลกเงินคืนได้ประมาณ 24,000 บาท เพราะใช้เงินสดจริงๆน้อยมากครับ
อันไหนใช้บัตรได้คือใช้บัตรเครดิต ยิ่งที่ฝรั่งเศส การมีบัตรเครดิตซักใบสะดวกกว่ามีเงินสดมาก ซื้ออะไรเท่าไรก็ใช้บัตรได้หมด ที่ขายตั๋ว ที่หยอดน้ำ รับบัตรหมดครับ สะดวกมาก

1.ตั๋วเครื่องบิน

เดี๋ยวนี้ตั๋วเดินทางไปยุโรปค่อนข้างถูกมากครับ ไปกลับราคาประมาณ 10000-18000 บาท ก็มีมาให้เห็นบ่อยๆ ครับ อย่างของผมก็จองของสายการบิน Jet Airways ได้ไปกลับราคา 12,741 บาท ซึ่งถือว่าถูกมาก เพราะได้ตั๋วถูกนี่แหละครับ ทริปนี้จึงเกิดขึ้น

ดูรีวิว สายการบิน Jet Airways ได้ตามลิงค์นี้ครับ
[CR]Review สายการบิน Jet Airways บินไปกลับ กรุงเทพ – ปารีส กับราคาสวยๆ 12,741 บาท ต่อเครื่องที่ มุมไบ

2. ที่พัก

เนื่องจากเดินทางคนเดียว จึงเลือกพักเป็น Hostel แบบนอนรวม เพราะถ้าจะเป็นห้องเดี่ยวนอนคนเดียวเลยราคาจะค่อนข้างสูงมากครับ การเลือกที่พักแบบนอนรวมก็ช่วยประหยัดค่าที่พักไปได้เยอะครับ ทั้งทริป 12 คืน จ่ายค่าที่พักไปประมาณ 11,125 บาท ครับ

เรื่องที่พัก เลือกตามกำลังทรัพย์ ของแต่ละท่านได้เลยนะครับ แต่ละคนอาจจะสไตล์แตกต่างกัน
ผมไปพักทั้งหมด 5 ที่พักด้วยกันครับ ทำรีวิวแยกไว้ให้ค่อนข้างละเอียดครับ สามารถดูได้ตาม รีวิวด้านล่างได้เลย

[CR]Review 5 ที่พัก ทริปยุโรป ราคาประหยัด สำหรับนักเดินทาง พร้อมเทคนิคการเตรียมตัว เมื่อต้องไปนอนรวม

3.เรื่องอาหาร การกิน

ถ้าใครอยากจะประหยัดเรื่องค่ากิน ก็ให้เตรียมของกินไปด้วยครับ ผมพกไปเยอะเลยครับทริปนี้ พวกอาหารกระป๋อง มาม่า ขนมปัง ที่พกง่ายและอยู่ได้นานครับ ส่วนใหญ่ก็จะซื้อกินข้างนอกวันละ 1-2 มื้อเท่านั้นครับ เพราะตอนเช้าเราก็กินอาหารเช้าของที่พัก ตอนเย็นบางมื้อก็กินของที่เราพกไปครับ อาหารข้างนอกที่ซื้อกินก็จะเป็นแบบง่ายๆ ครับ ส่วนใหญ่ฝรั่งเค้าก็จะกินพวก เบอร์เกอร์ แซนวิซ ขนมปังแฮม อะไรพวกนี้ครับ มีขายเยอะมาก ราคาก็จะอยู่ประมาณ 3-10 ยูโร ประมาณนี้ครับ ส่วนใหญ่ร้านระจำผมจะคือร้าน McDonalds ครับ สั่งง่าย กินง่ายดี ฮ่าๆ

4.เรื่องการเดินทางในเมือง หรือ ข้ามเมือง ข้ามประเทศ

ถ้าในปารีสกับ อิตาลี ก็ใช้รถไฟ Metro ได้เลยครับ ราคาก็ไม่ได้แพงครับ ไม่ได้หมดอะไรเยอะแยะ ถ้าเดินทางแค่ในเมือง ส่วนถ้ารถไฟข้ามประเทศ ก็ให้เข้าไปจองล่วงหน้านานๆ ครับ ก็จะมีราคาโปรฯ ออกมาค่อนข้างถูกครับ หรือถ้าใครจองใกล้ๆ ก็ลองเปรียบเทียบกับสายการบิน ต้นทุนต่ำดูด้วยครับ (Transavia , easyJet , Ryanair สายการบินต้นทุนต่ำที่พอรู้จักครับ)

การเที่ยวแบบประหยัดของผม  ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร หรือทำให้ตัวเองลำบากนะครับ หิวก็กิน เหนื่อยก็พัก เที่ยวคนเดียวก็สบายๆ ครับ เน้นประหยัดที่พัก และค่าตั๋วเครื่องบินมากกว่า อย่างอื่นก็เที่ยวกิน เต็มที่ครับ

จะเห็นว่าเที่ยว ยุโรป ไม่ต้องใช้เงินเยอะอย่างที่คิดครับ ใครๆ ก็ไปได้

*****************************************

มาเริ่มต้นที่

*** ปารีส ฝรั่งเศส (Paris , France) ***


     พอมาถึงปารีส ต้องบอกเลยว่า เหมือนฝันไปจริงๆ ครับ ไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อนว่าวันหนึงจะได้มา แล้วสุดท้ายมีโอกาสได้มาเยือน ต้องบอกเลยว่า ปารีสเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ มากๆ เมืองใหญ่ เมืองดูมีประวัติศาสตร์ สมแล้วที่ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก มาหลายปีซ้อน

     ระหว่างที่เที่ยวไป ก็ได้แต่ตะลึงว่าทำไมสร้างอะไรกันได้ใหญ่โตกันขนาดนี้ ก็มองย้อนไปถึงช่วงที่ฝรั่งเศสออกล่าอาณานิคมนะครับ คือเมืองเค้าเจริญมานานมากๆ ยิ่งรถไฟฟ้าบ้านเค้าคือ มันมีมานาน จนปัจจุบันนี้มันเก่าๆ ไปแล้ว

 สำหรับปารีส ต้องบอกเลยว่าเมืองเค้า ใหญ่ โต อลังการสุดๆ ไปเลยครับ

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในปารีส ที่ผมไป มีดังนี้ครับ
ปล.ผมเลือกเฉพาะที่ๆ ผมอยากไปนะครับ + ดูสภาพอากาศในแต่ละวันประกอบด้วยครับ เพราะช่วงที่ไป ฝนตกหลายวันครับ


:: 1.หอไอเฟล (Eiffel Tower) <<<

เรียกได้ว่าเป็น แลนด์มาร์ค ของฝรั่งเศส เลยครับ สำหรับหอไอเฟล ตอนออกมาจากสถานีรถไฟ แล้วออกมาเจอ หอไอเฟล ครั้งแรก สร้างความตื่นเต้นเป็นอย่างมากครับ เพราะหอไอเฟล สูง เด่น เป็นสง่ามาก ไม่ว่าจะเดินไปบริเวณไหน ก็จะต้องหันกลับมามองหอไอเฟลตลอด เพราะมันเด่นมากๆ ครับ

มาบริเวณหอไอเฟลต้องระวัง จะมีคนเดินมาถามเราว่าเราพูดภาษาอังกฤษไหม ถือกระดาษหรือสมุดมาด้วยครับ อย่าไปคุยด้วยนะครับ เหมือนจะให้เราเขียนชื่อเพื่อบริจาคเงิน คือมีหลายคนมากครับ

การเดินทาง
-นั่ง Metro สาย 6 หรือ 9 มาลงที่ สถานี Trocadero ลงมาแล้วตามป้าย Tour Eiffel ไปได้เลยครับ

ปารีสก็มีต้นซากุระ นะครับ ช่วงออกจากสนามบินก็เห็นเยอะเลยครับ ถ้าปลูกไว้เยอะๆ ก็คงสวยไม่แพ้ญี่ปุ่นแน่ๆ ครับ


:: 2.เนินมงต์มาร์ทร์ (Montmarte & Sacre Couer Basilica)<<<

โบสถ์ซาเคร เกอร์ ตั้งอยู่บนเนินมงต์มาร์ทร์ เนินสูงที่สามารถมองเห็นวิวของเมืองปารีสได้ สวยทั้งกลางวันและกลางคืนครับ แต่มาที่นี่ต้องระวังคนที่คอยจะเอาด้ายมาผูกแขนให้นักท่องเที่ยวนะครับ ถ้าผูกสำเร็จเราก็ต้องจ่ายตังค์ให้เค้าครับ

การเดินทาง
-นั่ง Metro สาย 2 ลง สถานี Anvers ลงมาแล้วตามป้าย Sacre-Coeur ไปก็จะเจอครับ

ประดับ ตกแต่งดอกไม้ไว้สวยงาม ทั่วบริเวณเลยครับ


3.พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (The Louvre) <<<

เป็นพิพิธภัณฑ์ ที่ใหญ่โตมาก ครับ เก็บงานศิลปะดังๆ ไว้มากมาย จุดหมายของผมสำหรับการมาที่นี่คือการได้เข้าไปเห็น ภาพวาดโมนาลิซ่า จริงๆ ซักครั้งครับ

การเดินทาง
-นั่ง Metro สาย 1 , 7 ลง สถานี Palais Royal Musee du Louvre ลงมาแล้วตามป้าย Musee du Louvre ไปก็จะเจอครับ

นี่ไงครับ ภาพวาดโมนาลิซ่า เห็นแล้ว กลับได้ ฮ่าๆ

ช่วงประอาทิตย์กำลังจะตกครับ ถ่ายช่วงเวลาประมาณ สองทุ่มกว่าๆ ครับ
ปารีสช่วงเดือนเมษายน นี้ประมาณ 3 ทุ่มนะครับ ถึงจะมืด


::4.โบสถ์นอทเทอร์ดัม (Notre Dame Cathedral) <<<

ใหญ่โตและสวยงามมากครับ สำหรับ โบสถ์นอทเทอร์ดัม ด้านบนของ โบสถ์ จะสามารถขึ้นไปได้ มาตรงนี้รู้สึกขำตัวเองมากครับ ตอนกำลังจะเดินกลับ เห็นคนต่อคิวข้างๆ โบส์ถ ก็ไปยืนต่อคิวกับเค้า โดยไม่รู้เลยว่าเค้าต่อคิวอะไรกัน แต่คิดว่าคงขึ้นไปข้างบนแน่ๆ และขึ้นฟรีละมั้ง พอเดินขึ้นไปด้านบน มีที่เก็บเงินค่าขึ้น เสียไปแบบ งงๆ 10 ยูโร 555 เสียไปแบบไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องไปเจออะไร

การเดินทาง
– นั่งรถไฟ RER B หรือ C  ลง สถานี St.Michel Notre-Dame มีป้ายบอกเช่นกันครับ ออกมาก็เจอเลย

พอขึ้นมาด้านบน เห็นวิวแล้ว เฮ้ย นี่มันวิวที่เห็นบ่อยๆ ในรีวิวหรือโปสการ์ด ที่ขายกันนี่หว่า เรียกว่าเป็นมุมมหาชนเลย เป็นมุมที่อยากมาเลย ถ่ายรูปรัวๆ เลยครับ สำหรับที่นี่ เสียดายวันนี้ฟ้าครึ้มๆ ก็รู้สึกไม่เสียดายเงินค่าขึ้นเลยนะครับพอได้มาเห็นวิวแล้วก็รู้สึกว่าคุ้มค่าอยู่ครับ


มาถึงตรงนี้บริเวณข้างๆ โบส์ถ วันนี้บรรยากาศดีมากเลยครับผมก็ไปนั่งตรงเก้าอี้ นั่งมองผู้คน ดูบรรยากาศ รู้สึกชอบช่วงนี้มากครับ เคยสงสัยว่าทำไมฝรั่งเค้าชอบนั่งตากแดดกันจัง ไม่ร้อนเหรอ แต่พอได้มานั่งตากแดดแบบฝรั่งดูบ้างก็รู้สึกว่า เออ นั่งตากแดด ชมบรรยากาศไปด้วยนี่ ทั้งอุ่นทั้งชิลล์ดีนะ ฮ่าๆ


:: 5.พระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) <<<

มาถึงต้องบอกเลยว่า ทำไมใหญ่โต อลังการอะไรได้ขนาดนี้ วันนี้ผมมาตั้งใจว่าจะเข้าชมแค่ในส่วนของสวนครับ สวนเสียค่าเข้า 10 ยูโร ครับ

การเดินทาง
– รถไฟ RER สาย C ไปลงสถานี Versailles RC Chateau เป็นสถานีปลายทางครับ ออกจากสถานีมา เดินไปทางขวามือ จนเจอสี่แยก จากนั้นเลี้ยวซ้าย เดินตรงไปเรื่อยๆ ก็จะเจอครับ

ในส่วนของสวนก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ ตัวอาคารพระราชวังเลยครับ วันนี้อากาศดีมากๆ สามารถใช้เวลาเที่ยวสวนเป็น วันๆ ได้เลยครับ เดินไปดู จุดนั้นจุดนี้ กว้างใหญ่มากๆ ครับ

คนที่นี่เค้าก็พากันออกมาทำกิจกรรม นั่นนี่ นั่งตากแดดกัน ดูเป็นวันพักผ่อนมากๆ ครับ บรรยากาศดีมากจริงๆ ครับวันนี้


::6.ประตูชัยนโปเลียน (Arc de Triomphe) <<<

การเดินทาง
– นั่ง Metro สาย 1 2 6 และ RER A มาลงที่สถานี Charles de Gaulle Etoile ลงมาแล้วตามป้าย Arc de Triomphe

โผล่ออกมาจากสถานีรถไฟ เห็นประตูชัยตั้งเด่นอยู่กลางวงเวียนที่มี รถวิ่งผ่านจำนวนมาก นักท่องเที่ยวก็ถ่ายรูปกันเต็มเลยครับ

ช่วงใกล้ค่ำ ขึ้นไปบนประตูชัย เพื่อไปรอชมแสงสุดท้าย และไฟกลางคืนสวยๆ  แยกถนนที่ตัดผ่านตรงวงเวียนประตูชัยนี้ครับ ค่าขั้น 12 ยูโร ครับ




::7.ถนนฌ็องเซลิเซ่ (Champs Elysees)<<<

การเดินทาง
-นั่ง Metro สาย 1 2 6 และ RER A มาลงที่สถานี Charles de Gaulle Etoile ทางออก 1 Champs Elysees

    มองจากด้านบนประตูชัย ถนนที่มีชิงช้าสวรรค์ ก็คือถนนฌ็องเซลิเซ่ นั่นเองครับ


8.Paris Opera House <<<

การเดินทาง
-นั่ง Metro สาย 3 7 8 มาลงที่สถานี Opera และรถ RoissyBus ไปกลับสนามบิน CDG ก็จะมาจอดที่นี่ครับ
แสงยามค่ำ พระอาทิตย์กำลังตกครับ


*** สวิตเซอร์แลนด์ Switzerland ***


     ข้ามมาสวิตเซอร์แลนด์ 4 วัน ต้องบอกเลยว่าคนละบรรยากาศกับปารีสเลยครับ ปารีสยกให้เป็นสุดยอดแห่งเมือง ใหญ่ อลังการ ส่วนสวิตเซอร์แลนด์ ยกให้เป็นสุดยอดความงามของธรรมชาติของโลกใบนี้เลยครับ รู้สึกอิจฉาคนที่นี่มากๆ ที่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามขนาดนี้

มาอยู่สวิสก็เที่ยวได้แบบผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ต้องถึงขนาดเที่ยวแบบระแวง ระวังตัวตลอดเวลาเรื่องการล้วงกระเป๋า แต่ก็ไม่เผลอนะครับ ก็ยังระวังตัวเองอยู่ แต่ก็เที่ยวได้สบายๆ ขึ้นครับ

ตอนนั่งรถไฟเข้ามาเขตประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แค่ สองข้างทางก็สวยมากแล้วครับ วิวสวยมาก ทุ่งหญ้าเขียวๆ ภูเขาที่ปกคลุ่มไปด้วยหิมะ เป็นประเทศที่ไม่สามารถอธิบายความงามผ่านรูปถ่ายได้ ต้องมาเห็นด้วยตาเท่านั้นครับ เพราะธรรมชาติมันสวย กว้าง สุดลูกหูลูกตาเลยครับ

สวิตเซอร์แลนด์ สิ่งที่อยากเห็นคือ ทุ่งหญ้าสีเขียวสวยๆ อยากเห็นวิวภูเขาหิมะ อยากเห็นแค่ 2 อย่างนี้ครับ ไม่ได้กำหนดว่าเป็นสถานที่ไหน ก็เลยพยายามหาข้อมูลและเลือกครับ ว่าจะไปที่ไหนดี ให้ได้เห็น 2 อย่างนี้ โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

มาอยู่ สวิตเซอร์แลนด์ 4 วัน เรื่องการเดินทางก็ซื้อเป็น Swiss pass แบบ 4 วันเลยครับ ใบเดียว จบ , ได้เดินทางไปหลายเมืองมากครับ


:: เมือง Basel

ฝนตกต้อนรับกับการเที่ยวเมือง Basel มาแวะมาถ่ายรูป ศาลาว่าการเมืองสีแดงๆ นี้ครับ เป็น สัญลักษณ์ของเมือง Basel แห่งนี้ครับ ขามานั่งรถรางมาจากหน้าสถานี Basel SBB ส่วนขากลับ เดินกลับครับ ฮ่าๆ ชมเมืองไปเรื่อยๆ


:: Grindelwald 

นั่งรถไฟขึ้นมาเล่นที่ สถานี Grindelwald และชมบรรยากาศโดยรอบ สถานีนี้เป็นทางขึ้นไปจุงเฟรา นะครับ แต่ผมไม่ได้ขึ้น จุงเฟรา ก็เลยมาชมบรรยากาศโดยรอบ Grindelwald เพราะสามารถใช้ Swiss pass ขึ้นมาได้

เห็นหลายคนบอกว่าหมู่บ้าน แถวนี้สวย บรรยากาศดี เป็นอีกที่ๆ น่ามาพักแถวนี้ ผมก็เลยขึ้นมาดูซักหน่อยครับ ก็สวยจริงๆ


::Spiez

ระหว่างมารอต่อรถไฟไป Zermatt ก็เลยเดินออกมานอกสถานี Spiez ที่นี่ สวยและบรรยากาศดีมาก น่ามาพักด้วยครับ เพราะที่สถานีนี้ เป็นสถานีที่รถไฟผ่านหลายสาย ไปหลายๆ ที่ก็ต้องมาแวะต่อรถไฟที่สถานีนี้ครับ


:: Zermatt 

มาที่นี่ แน่นอน ต้องมาดูยอดเข้า Matterhorn นั่นเองครับ วันนี้อากาศดีมาก แดดแรงสุดๆ แต่ไม่ร้อนนะครับ แต่ดำครับ

จุดชมยอดเขา Matterhorn ก็จะต้องขึ้นมาที่ ยอดเขา Gornerdrat


:: Lauterbrunnen 

เป็นอีกทางที่สามารถขึ้นไปจุงเฟราได้ครับ แวะมาดูบรรยากาศ เดินเล่นชมรอบๆ อีกแล้ว เคยอ่านเจอบางคนถกเถียงกันว่า ถ้าจะขึ้น จุงเฟรา ลองไปพักที่ Lauterbrunnen หรือ Grindelwald สวยกว่าพักที่ Interlaken นะ ทริปนี้ก็เลยมาสำรวจทั้งสองครับ แต่คิดว่าทั้ง Lauterbrunnen และ Grindelwald บรรยากาศดีเงียบ ไร้ซึ่งผู้คนเกินไปครับ ผมไม่ค่อยชอบ ยังไงก็คิดว่าพักที่ Interlaken น่าจะโอเคกว่าครับ สำหรับผม


:: Bern

            แวะมาชมบรรยากาศเมืองหลวงของ สวิตเซอร์แลนด์ ครับ วันนี้ฟ้าไม่เป็นใจอีกแล้ว ฟ้าครึ้มๆ มาที่เมือง Bern ต้องบอกว่าแวะมาเที่ยวแบบไม่ได้ดูข้อมูลมาก่อนครับ มาหยิบแผนที่เที่ยว ตรงสถานีรถไฟ แล้วก็เดินเที่ยวเลย พอดีต้องแวะมาต่อรถไฟไป Lucerne ที่นี่ก็เลยแวะออกไปเที่ยวก่อนครับ

หอนาฬิกา หนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองนี้ครับ

เค้าบอกว่าที่นี่มีหมีให้ดู เดินตรงมาจากหอนาฬิกาเรื่อยๆ ก็เจอครับ เห็นหมีไหมครับ มีอยู่ 3 ตัว


:: Lucerne

มาถึงที่เมือง Lucerne ครับ แวะมาถ่ายรูปสะพานไม้ สัญลักษณ์ของเมือง เดินออกมาด้านหน้าของสถานีรถไฟ Lucerne เดินข้ามถนนมาทางซ้ายมือ ก็จะเจอครับ หาง่าย

จากนั้นมาล่องเรือที่ Lake Luzern เพื่อที่จะเดินทางไปที่ Mt. Rigi ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นราชินี แห่งขุนเขาของสวิตเซอร์แลนด์

ล่องเรือประมาณ 1 ชม ครับ ก็มาถึง ที่ท่าเรือ Vitznau เพื่อนั่งรถไฟขึ้นไปที่ Mt. Rigi ท่านใดมี Swiss pass เส้นทางนี้ใช้ได้ฟรีเลยนะครับ ไม่ต้องเสียค่าอะไรเพิ่ม ทั้งการล่องเรือ และนั่งรถไฟขึ้นไปด้านบน Mt. Rigi

ระหว่างทางที่นั่งรถไฟขึ้นครับ วิวสวยมาก

บนยอดเข้า Rigi แห่งนี้ เป็นที่ถ่ายละครเรื่อง อย่าลืมฉัน ด้วยนะครับ ถ้าใครได้ดู

วิวสวย กว้างใหญ่มากครับ มองไปสุดลูกหูลูกตาเลย ด้านลางก็จะมองเห็นเมืองด้วยครับ สถานที่จริงกว้างใหญ่มากจริงๆ ครับ

ขากลับลงมาได้เจอ ดีเจพุฒ และ คุณจุ๋ย วรัทยา ด้วยครับ นั่งรถไฟลงจากเขา Rigi มาพร้อมกัน น่ารักทั้งคู่ครับ ไม่ถือตัวเลย

เจอโดยบังเอิญมากๆ ครับ เพราะเขา Rigi ลงมาได้หลายทาง ซึ่งคนส่วนใหญ่จะลงทางที่ขึ้นมา แต่ผมเลือกกลับอีกทาง เพราะจะได้เห็นวิวหลายๆ แบบ ทางนี้ไม่ค่อยมีคนนั่งครับ สถานีแรกเลย มีคนนั่งแค่ ประมาณ 7 คนเองครับ ก็คิดว่าคงจะมีแค่นี้ แต่พอลงมาอีกสถานี เจอกลุ่มของ ดีเจพุฒ และ คุณจุ๋ย ขึ้นมาพอดี แต่ตอนอยู่บนรถไฟไม่กล้าไปขอถ่ายหรอกนะครับ พอลงมาข้างล่าง มีพี่คนไทยที่เที่ยวด้วยกันด้านบนเขาเข้าไปขอถ่ายพอดี ผมก็เลยได้ถ่ายมาด้วยครับ ฮ่าๆ รู้สึกประทับใจจริงๆ ครับ เป็นกันเองดีครับ ขอไม่โชว์หน้าตัวเองแล้วกันนะครับ ถ่ายคู่กับดาราแล้วดับไปเลยครับ ฮ่าๆ จริงๆ ช่วงที่ผมไป ดารามาเยอะมากครับ ทั้งตอนอยู่ปารีส และตอนมาสวิส หรือ ตอนไปมิลาน แต่คนอื่นผมไม่เจอครับ ฮ่าๆ


ปิดท้าย สวิสเซอร์แลนด์ ด้วยภาพรถรางครับ แต่ละเมืองก็จะมีรถราง คนก็จะเดินสวน กันไปสวนมา แบบไม่มีอะไรกั้นครับ รถรางกับรถยัตร์ก็ใช้ทางร่วมกัน ก็เป็นอะไรที่ดูแปลกตาดีครับ


*** มิลาน , อิตาลี Milan Italy ***


มาถึงอิตาลี ครับ ทริปนี้มีเวลาแค่ 2 วันในอิตาลี ก็เลยเลือกมาอยู่ที่เมืองมิลานครับ เข้ามาดูบรรยากาศของอิตาลีซักหน่อยครับ ว่าอะไรประมาณไหน เผื่อครั้งหน้าจะมีโอกาสได้มาเก็บอิตาลีแบบเต็มๆ มามิลาน เป้าหมายอย่างเดียวเลยที่อยากมาเลยคือ มหาวิหารดูโอโม่ ครับ แต่เสียดายช่วงที่มานี้ อากาศไม่ค่อยดีครับ ฝนตก ฟ้าครึ้มๆ เกือบทั้งวันครับ

 


::มหาวิหารดูโอโม่ (Duomo) 

การเดินทาง
–    นั่ง Metro สายสีเหลืองหรือแดง มาลงที่ สถานี Duomo ออกได้ทุกทางออกครับ

มา มหาวิหารดูโอโม่ แนะนำให้ขึ้นไปด้านบนหลังคาด้วยครับ แล้วจะรู้ว่าที่นี่ใหญ่ อลังการ มีรายละเอียดครับ สมกับที่ใช้เวลาสร้างนานกว่า 500 ปีนะครับ

อาคารศูนย์การค้า กัลเลเรีย วิตโตรีโอ เอมานูเอล (Galleria Vittorio Emanuele II) เหมาะสำหรับนักช๊อปนะครับ แต่สำหรับผมได้แค่เดินเล่นชมบรรยากาศครับ เดินที่นี่ต้องระวังกระเป๋าให้มากนะครับ เพราะคนเดินเยอะมาก

บรรยากาศตอนกลางคืน บริเวณมหาวิหารดูโอโม่

            อย่างที่บอกไว้ตามด้านบนแล้วนะครับ ว่ารีวิวนี้เป็นรีวิวภาพรวมของทริปนะครับ ยังไม่ถึงขนาดลงรายละเอียดการเดินทางไปแต่ละที่อย่างละเอียดมาก เดี๋ยวจะทำรีวิวแยกให้อีกครั้งนะครับ สำหรับใครที่อยากอ่านแบบ บอกรายละเอียดการเดินทาง

สำหรับใครที่อ่านมาจนถึงช่วงท้ายนี้ ก็หวังว่ากระทู้นี้พอที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ลองออกเดินทางกันดูนะครับ

ยุโรป ไปไม่ยากครับ ไปญี่ปุ่นได้ ก็ไปยุโรปได้ครับ เพราะที่ยุโรป เรื่องรถไฟ การเดินทางต่างๆ ง่ายครับ ไม่ได้ซับซ้อนเหมือนญี่ปุ่น

และเรื่อง งบ ก็ไม่ได้หมดเยอะครับ ถ้าเที่ยวน้อยวันก็คงหมดไม่เท่าไรครับ แต่ไปทั้งทีก็เอาให้คุ้มครับ ไปหลายๆ วัน หลายๆ ประเทศ ให้คุ้มกับที่บินไปไกล ตั๋วเครื่องบินไปยุโรปเดี๋ยวนี้ก็ถูกซะเหลือเกิน บางทีก็ถูกกว่าไปญี่ปุ่นซะอีกครับ

เรื่องวีซ่า ก็ไม่ได้ขอยากครับ ยิ่งใครมีงานประจำอยู่แล้ว นี่ผ่านง่ายครับ

เคยมีคนบอกว่า “ระหว่างที่มีงานประจำ มีแรงเที่ยวอยู่ ให้ไปเที่ยวที่ ไกลๆ ก่อน เพราะมันไปยาก ต้องขอวีซ่า ส่วนที่ใกล้ๆ แถวนี้ไปเมื่อไรก็ได้ครับ เพราะไม่ต้องขอวีซ่า” ผมเห็นด้วยนะครับ ถ้าใครมีแพลนว่าจะไปอยู่แล้วก็ไป ณ ช่วงที่ตัวเองสามารถขอวีซ่าได้ง่ายๆ ครับ

ยุโรป บอกเลย ต้องลองไป ซักครั้งครับ บ้าน เมือง ประเทศ เค้า ใหญ่โต อลังการจริงๆ ครับ ผมเห็นแล้วทึ่ง

ถ้าหาแนวร่วมไม่ได้ ก็ไปคนเดียวเลยครับ พอได้ลองไปเที่ยวคนเดียวก็ได้พบครับว่า คนออกเที่ยวคนเดียวเยอะมากครับ จากการที่ได้เจอ ที่ ที่พัก หรือตามสถานที่ท่องเที่ยวก็ตาม

“เที่ยวคนเดียวไม่ยาก ขอแค่ กล้า” ครับ

ดูรีวิวการเดินทางโดยละเอียดได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้นะครับ

 



Booking.com

Facebook Comments

Related posts