Review เล่าการเดินทาง ออกลุยเดี่ยว เที่ยวยุโรปครั้งแรกด้วยตัวเอง : ฝรั่งเศส : กับ [เอ็ม พาบิน]

IMG_2761_2

กด Like ติดตาม Fanpage M Journey – เอ็ม พาบิน : คลิกที่นี่


สวัสดีครับ วันนี้ก็จะมารีวิวทริปลุยเดี่ยว ตะลุยยุโรปครั้งแรก 14 วัน ไปมาทั้งหมด 3 ประเทศครับ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และ อิตาลี 6-19 เมษายน 2559 ซึ่งรีวิวนี้ก็จะเป็นรีวิวเล่าการเดินทางตอนแรก ตอนนี้ก็จะขอพูดถึงการเที่ยวที่ฝรั่งเศส 7 วัน 6 คืน ช่วงครึ่งแรกของทริปนั่นเองครับ ส่วนครึ่งหลังก็จะแบ่งเป็น อีกรีวิวภาคต่อของทริปนะครับก็จะพูดถึงการเที่ยวที่ สวิตเซอร์แลนด์ และ อิตาลี ครับ

ก่อนหน้านี้ก็จะมีปล่อยไปแล้วหนึ่งรีวิวนะครับ ซึ่งจะเป็นรีวิวภาพรวมของทริป มีบอกค่าใช้จ่าย ที่มาที่ไปของทริป แผนการเดินทาง รายละเอียดที่พัก การขอวีซ่า การจองรถไฟต่างๆ ใครยังไม่ได้อ่านก็ไปอ่านกันก่อนได้ครับ ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ ^^

[CR]Review ทริปลุยเดี่ยว ตะลุยยุโรปครั้งแรก ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี 14 วัน กับ [เอ็ม พาบิน]
คลิกที่นี่

สำหรับรีวิวนี้ก็จะอธิบายการเดินทาง บอกเล่าสิ่งต่างๆ ที่ไปพบเจอมาตลอดการเดินทางลุยเดี่ยวในครั้งนี้ อ่านแล้วน่าจะพอได้ประโยชน์ สำหรับใครที่กำลังเตรียมทริป หาข้อมูลการเดินทางด้วยตัวเองอยู่นะครับ

การเตรียมทริป ก่อนเดินทาง

เล่าเป็นทีละขั้นตามลำดับเลยนะครับ

1.ตั๋วเครื่องบิน

นี่คือที่มาของทริปเลยครับ เพราะจองตั๋วของสายการบิน Jet Airways ได้ไปกลับราคา 12,741 บาท ซึ่งถือว่าถูกมาก

ดูรีวิว สายการบิน Jet Airways ได้ตามลิงค์นี้ครับ
[CR]Review สายการบิน Jet Airways บินไปกลับ กรุงเทพ – ปารีส กับราคาสวยๆ 12,741 บาท ต่อเครื่องที่ มุมไบ
คลิกที่นี่

2.การขอเชงเก้นวีซ่า(ฝรั่งเศส)

จริงๆ ข้อนี้ควรจะเป็นขั้นตอนก่อนจองตั๋วเครื่องบินจริงครับ ควรขอวีซ่าให้ผ่านก่อน ค่อยจองตั๋วเครื่องบิน ถ้าจะเอาชัวร์แบบไม่เสียเงินฟรี กรณีขอวีซ่าไม่ผ่าน แต่ตั๋วโปรถูกๆ มันก็มาเร็วไปเร็วครับ มันไม่ได้อยู่รอเรานานขนาดนั้น ตอนผมกดจ่ายเงินจองตั๋วเครื่องบินไปผมก็ประเมินตัวเองแล้วว่าน่าจะขอวีซ่าผ่าน ไม่มีปัญหาอะไร

หลายคนถามผมมาเกี่ยวกับกรณีนี้ครับ ว่าถ้าจองตั๋วเครื่องบินแล้ววีซ่าไม่ผ่านทำยังไง คำตอบคือก็เสียเงินทิ้งครับ แต่มันก็แล้วสายการบินนะครับ บางสายการบินก็คืนเงินได้กรณีวีซ่าไม่ผ่าน ก็มีทั้งคืนเต็มจำนวน และ คืน 70% สายการบินส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คืนหรอกครับ ก็ดูเงื่อนไขแต่ละสายการบินที่ท่านจะจองกันเอาเองนะครับ หาเงื่อนไขไม่เจอก็โทรถามสายการบินเลยนะครับ

ก็มีอีกวิธีที่จะได้ตั๋วไปขอวีซ่าก่อนได้ ก็คือการจองตั๋วแบบยังไม่ต้องจ่ายเงิน สายการบินหลายสายการบินสามารถออกตั๋วโดยมีระยะเวลาให้เราจ่ายเงินได้ ก็นำตั๋วนั้นไปทำเรื่องขอวีซ่าก่อน ถ้าวีซ่าผ่านก็ค่อยจ่ายเงิน ก็ได้ครับ หรือบางท่านก็ไปให้เอเจนท์ ออกตั๋วให้แบบยังไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ถ้าผ่านเอเจนท์ก็จะมีค่าธรรมเนียมครับ ทำเองก็ได้เนาะ สายการบินแห่งชาติเราก็ทำได้ครับ ส่วนนี้ก็จะเป็นข้อมูลที่ในเพจ เอ็ม พาบิน ที่สมาชิกเพจ ได้แชร์ข้อมูลกันไว้ครับ

ดูรีวิวการยื่นวีซ่าของผมได้ตามลิงค์ด้านล่างเลยครับ
“แชร์ประสบการณ์ ขอเชงเก้นวีซ่า(ฝรั่งเศส)ครั้งแรก ไม่ยากอย่างที่คิด เมื่อยุโรปไม่ได้ไกลเกินฝัน”
คลิกที่นี่



Booking.com

3.การวางแผนเที่ยว

ทริปนี้อย่างที่บอก เป็นการไปยุโรปครั้งแรก และไป 3 ประเทศ มันก็ต้องหาข้อมูลเยอะมาก ช่วงแรกๆ นี่จับต้นชนปลายไม่ถูกเลยครับ เมืองไหนเป็นเมืองไหน มันสับสน มันเยอะไปหมด พอค่อยได้อ่านรีวิวเยอะๆ ดูรายการพาเที่ยวต่างๆ จากนั้นก็ค่อยหาข้อมูลลงรายละเอียดแต่ละที่ครับ ทีนี้ก็จะมองภาพรวมออกแล้วว่าจะจัดทริปยังไง ต้องเดินทางจากไหนไปไหน ก็จะมองภาพออก

ถ้าใครวางแผนเที่ยวด้วยตัวเองแล้ว ยัง งงๆ จับต้นชนปลายไม่ถูก นั่นแสดงว่าคุณยังหาข้อมูลได้ไม่มากพอนะครับ ก็เลยยัง งง กลับไปหาข้อมูลใหม่ครับ อ่านรีวิวเยอะๆ หาข้อมูลแบบลงรายละเอียดแต่ละที่ แผนที่รถไฟ แต่ละเมืองเอาออกมากางเลยครับ สถานที่ท่องเที่ยวนี้ ลงสถานีไหน ออกประตูไหน มาร์คจุดไว้เลย รับรองไปเที่ยวได้สบายหายห่วงครับ

4.การเลือกที่พัก

การเลือกที่พักผมก็จะเลือกและหาเองตลอดนะครับ ไม่ได้เน้นว่าจะต้องไปนอนที่ๆ คนฮิตๆ กันไป ส่วนใหญ่ก็จะดูจากคะแนนรีวิว การเดินทาง และโดยรวม เอาให้เราโอเคครับ ยิ่งเดินทางคนเดียวนะ เลือกตามสไตล์เราได้เลย แล้วก็ผมจะพยายามสรุปเรื่องที่พักให้ได้เร็วๆ จะได้เอาเวลาไปวางแผนเที่ยวต่อ และส่วนใหญ่ก็จะไม่เป็นที่พักบ่อยครับ เช่นมาอยู่ปารีส 6 คืน ก็นอนที่เดียวนี่แหละทั้ง 6 คืน

ทริปนี้ก็เนื่องจากเดินทางคนเดียว จึงเลือกพักเป็น Hostel แบบนอนรวม เพราะถ้าจะเป็นห้องเดี่ยวนอนคนเดียวเลยราคาจะค่อนข้างสูงมากครับ การเลือกที่พักแบบนอนรวมก็ช่วยประหยัดค่าที่พักไปได้เยอะครับ ทั้งทริป 12 คืน จ่ายค่าที่พักไปประมาณ 11,125 บาท ครับ

เรื่องที่พัก เลือกตามกำลังทรัพย์ ของแต่ละท่านได้เลยนะครับ แต่ละคนอาจจะสไตล์แตกต่างกัน
ผมไปพักทั้งหมด 5 ที่พักด้วยกันครับ ทำรีวิวแยกไว้ให้ค่อนข้างละเอียดครับ สามารถดูได้ตาม รีวิวด้านล่างได้เลย
[CR]Review 5 ที่พัก ทริปยุโรป ราคาประหยัด สำหรับนักเดินทาง พร้อมเทคนิคการเตรียมตัว เมื่อต้องไปนอนรวม
คลิกที่นี่

***************************************

มาเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่าครับ 6 เมษายน 2559

        เช้านี้มีบินไฟล์ท ตอนประมาณ 6 โมงเช้าครับ ด้วยความที่ไฟล์ทเช้า ก็เลยหอบหิ้วกระเป๋ามานอนรอที่สนามบินสุวรรณภูมิเลยครับ มาถึงตอนห้าทุ่มกว่าๆ ก็เลยไปหาเก้าอี้ชั้นล่างๆ นอนรอครับ หลับไปถึงตอนประมาณตีสาม ก็ตื่นล้างหน้าแปลงฟัน ไปที่เคาน์เตอร์เพื่อเช็คอินครับ

แล้วก็บินกันยาวๆ ไปตามไฟล์ทด้านล่างนี้ครับ
ไฟล์ท #9W061 Bangkok (BKK) – Mumbai (BOM) 5.55 – 8.50 น. ใช้เวลาบินประมาณ 4.25 ชั่วโมง
แวะต่อเครื่อง ประมาณ 3 ชั่วโมงที่มุมใบ อินเดียครับ
และ #9W124 Mumbai (BOM) – Paris (CDG) 10.55 – 17.00 น. ใช้เวลาบินประมาณ 9.35 ชั่วโมง

ดูรีวิวการเดินทางโดยละเอียดได้ที่รีวิวนี้ครับ
[CR]Review สายการบิน Jet Airways บินไปกลับ กรุงเทพ – ปารีส กับราคาสวยๆ 12,741 บาท ต่อเครื่องที่ มุมไบ
คลิกที่นี่

มาเริ่มเล่าตอนที่ถึงสนามบิน เลยแล้วกันนะครับ
โอเค พอลงเครื่องมาถึง ตรง ตม. ผมก็ยื่นไปแค่พาสปอร์ต อย่างเดียว ไม่ได้แนบเอกสารอะไรไปทั้งสิ้น ด้วยความเคยชินนะครับ ปกติผมเดินทางไปไหนไม่เคยโดนขอดูเอกสารอะไรเลย แต่ ที่นี่พอเค้าถามผมว่า มาทำไม มากับใคร ผมก็เลยบอกมาเที่ยว มาคนเดียว , ตม. ก็เลยอารมณ์ประมาณว่า ห๊ะ ยูมาเที่ยวคนเดียวเนี่ยนะ ไหนขอดูเอกสารการจอง โรงแรม ตั๋วขากลับ แผนการเที่ยว เงินสด บัตรเครดิต ขอทุกอย่างครับ ผมก็เอาออกมาให้ดู

ตอนนั้นแบบลุ้นมาก ว่าจะผ่านไหม เพราะ ตรงนั้นมี ตม. 2 คน ช่องติดกัน ตอนแรก ตม. ผญ ดูของผม และพอคนอื่นไปหมดแล้ว ไฟล์ท นั้นเหลือแค่ผมคนเดียวที่ยังไม่ผ่าน ตม. ผู้ชายมาช่วยดูอีก ถามใหม่อีกว่ามาอะไรยังไง ตม.ผู้ชายก็เลยบอกว่าให้ผ่าน ตม. ผู้หญิงก็เลยปั้มตรา ให้ ตอนนั้นบอกเลยว่าตื่นเต้นมาก เพราะกลัวว่าจะไม่ผ่าน พอผ่านไปเท่านั้นแหละครับ ดีใจ สุดๆ พร้อมพูดว่า ปารีส พี่มาแล้ว พูดคนเดียวไปหละครับ ฮ่าๆ

จากนั้นก็ออกมารับกระเป๋าและออกไปด้านนอก หาทางเข้าเมืองกันดีกว่า

วิธีเดินทางออกจากสนามบิน Charles de Gaulle Airport (CDG) เข้าเมืองปารีส
1.นั่งรถไฟ RER สาย B เข้า
2.นั่ง Bus เข้า ซึ่งก็จะมีหลายเจ้านะครับ แต่ผมเลือกนั่งรถบัสของ Roissy bus ราคา 11 ยูโร ผมเลือกวิธีนี้เพราะสะดวกดีครับ และรถบัสไปจอดตรง Opera ซึ่งมีรถไฟ metro ไปที่พักผมเลย

พอออกมาก็ถาม จนท เลยครับ Roissy bus อยู่ตรงไหน ก็เดินไปเลย แล้วก็เห็นป้ายครับ และจะมีเครื่องให้เราซื้อบัตรได้ด้วยตัวเอง ก็ทำการกดซื้อครับ กดง่ายๆ นะครับ มีภาษาอังกฤษ หรือสามารถขึ้นไปซื้อกับคนขับรถก็ได้ครับ ได้ตั๋วแล้วก็เดินออกไปทางออกหลังตู้ จะมีที่ให้ยืนรอ ตรงนั้นจะมีบอกอยู่ครับ ว่ารถมาช่วงเวลาไหนบ้าง

ตอนที่ออกมารอรถ ก็เวลาประมาณ 2 ทุ่มนิดๆ แล้วครับ แต่ที่ปารีสยังสว่างอยู่เลยครับ เพราะที่นี่จะมืดประมาณ 3 ทุ่มครับ ช่วงนี้ ก็เป็นอะไรที่แปลกดี เพราะปกติที่บ้านเรา หกโมง ทุ่มหนึงก็มืดแล้ว ที่ปารีสเวลาจะช้ากว่าไทย 5 ชม นะครับ ออกไปรอแป๊ปเดียวรถก็มาครับ ฝนก็ตกรับตั้งแต่วันแรกที่มาเลย ขึ้นรถด้านหน้านะครับ จะมีเครื่องให้เอาตั๋วเสียบ และก็เดินไปหาที่นั่งได้เลย บนรถมีที่วางกระเป๋าเดินทางครับ มี Free Wifi ด้วย แต่ 1 อุปกรณ์เล่นได้แค่ 30 นาทีครับ

นั่งมาได้ประมาณ เกือบ 1 ชั่วโมงก็มาถึง Opera ตอนลงมาก็ เริ่มจะมืดๆ แล้ว ก็พยายามมองหาทางเข้าสถานีรถไฟครับ แต่!! ไม่เจอ เลยเดินตามผู้คนไป เดินไปนิดเดียวก็เจอทางเข้าครับ พอลงรถบัสให้หันหน้าเข้าตึกที่รถบัสจอด แล้วเดินเรียบตึกนั้นไปทางซ้ายเรื่อยๆ จะเจอป้ายตัว M เขียวๆ ซึ่งก็คือ Metro นั่นเองครับ เดินเข้าไปเลย

พอเดินมาทางเข้าสถานีรถไฟ ต้องถึงกับตกใจกับสภาพ เพราะ มันทั้งเก่า และดูไม่สะอาดครับ ทางเข้าเหมือนอาคารร้างๆ ไรซึ่งผู้คน ตอนนั้นเริ่มกังวลๆ นิดหน่อยละ ดีที่มีฝรั่งเดินตามมาอีกคนอยู่ไกลๆ ก็เลยโอเคหน่อย สถานี Opera จะมีรถไฟหลายสายผ่านครับ ทางเข้าตรงนี้จะพาไปยังทุกสายของรถไฟที่ผ่านสถานี Opera เราก็เดินตามป้าย ไปตามสายรถไฟที่เราจะขึ้นครับ

เดินมาถึงทางเข้า ก็ต้องซื้อบัตรก่อน จนท ตรงเคาน์เตอร์ไม่อยู่แล้ว มีแต่เครื่อง ก็กดซื้อผ่านเครื่องเอาครับ ครั้งนี้บอกเลยว่ากดซื้อผิด เพราะตอนแรกตั้งใจจะซื้อแบบรายเที่ยว ครั้งละ 10 ใบ มันจะถูกกว่าซื้อแยกครั้งละใบ แต่ผมดันไปกด 9 ใบ ก็เลยจ่ายไปเหมือนซื้อแยกทีละใบเลยครับ ฮ่าๆ ไม่เป็นไร

สถานี Metro ที่ปารีส ก็จะเก่าๆ ดูน่ากลัวๆ หน่อยนะครับ ต้องระวังแก๊งค์ล้วงกระเป๋าให้มากๆ นะครับ โดยเฉพาะบนรถไฟฟ้าคนแน่นๆ คนที่นี่เค้าจะไม่สังคมก้มหน้าเล่นมือถือนะครับ ที่นี่จะเป็นสังคมระวังกระเป๋ามากกว่าครับ ฮ่าๆ ลองอ่านหลายๆ รีวิวที่เจอ คนที่โดนก็โดนกันหลายรูปแบบนะครับลองไปหาอ่านดู เวลาขึ้นรถไฟที่นี่ ผมจะเปิดโหมดระวังภัยขั้นสูงสุดครับ อ้อ แล้วรถไฟฟ้าที่นี่ทางออกจะเป็นประตูแบบผลักออกครับ ไม่ต้องเสียบบัตร ก็เลยเห็นบางคนแอบเนียนไม่ซื้อตั๋ว เดินเข้าตรงทางที่คนออกกัน

อีกอย่างคือ รถไฟที่นี่หลายๆ ขบวน ประตูจะไม่เปิดเอง เวลารถไฟฟ้าจอดที่สถานี หากต้องการลง ต้องกดปุ่มที่ประตูครับ ดีนะ ผมเห็นคนกดก่อนผมจะลง 1 สถานี ไม่งั้นมีไปยืนงงแน่ ทำไมประตูไม่เปิด ฮ่าๆ และแล้วก็มาถึงสถานี Crimee Metro สาย 7 ครับ

ก่อนมาดูแผนที่มาแล้วละ ออกประตู 3 ใกล้ แต่พออกมาแล้ว แอบ งง ตรงไหนเป็นตรงไหน ซอย ถนนเยอะแยะ มืดแล้วด้วยนะครับตอนนี้ อากาศก็หนาวๆ ฝนตกปรอยๆ ด้วย หยิบแผนที่มาดู พยายามมองหาชื่อถนน หาไม่เจอ เลยพยายามสังเกต ลักษณะถนน ดู ก็เลยลองเดินเข้าไปซอยที่คิดว่าน่าจะใช่ แล้วก็เดินเข้าไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าใช่จริงๆ ครับ หาเจอแบบไม่หลง ฮ่าๆ

ตึกที่พักคนเยอะมากครับ เพราะข้างล่างจะเป็นบาร์ เช็คอินมันตรงบาร์นั่นแหละ ได้คีย์การ์ดมา ก็ไปเดินหาห้อง หาเตียงด้วยตัวเองนะครับ ที่นี่ออกแนวช่วยตัวเอง ก็ธรรมดาของที่พักแบบนอนรวมครับ เข้าที่พัก เก็บของอาบน้ำ เตรียมจะนอนเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ที่ปารีส ที่ไทยก็ตีสามครับคือ ง่วงมากๆ ตอนนั้น เพราะไปถึงแรกๆ ก็จะยังปรับเรื่องเวลาไม่ได้ จะยังชินกับเวลาที่ไทยอยู่ พอจะนอนมีวัยรุ่นที่พักห้องเดียวกันเข้ามา คืนแรกคนนอนครบทุกเตียงครับ ผมนอนห้องรวมชาย หญิง คือห้องมันกว้างนะครับ แต่คุยกันหรือทำอะไรนิดเดียวมันก็เสียงดังแล้ว วัยรุ่นพวกนี้ก็คุยกันมีคนบอกว่าจะนอนก็ไม่หยุดคุยนะครับ ฮ่าๆ มึนมาก นรกแตกจริงๆคืนแรก ไหนๆ ก็ไม่หลับแล้วก็เลย ฟังเค้าคุยกันเลยครับ ฝึกภาษา 555 ดีที่คุยกันถึงประมาณเที่ยงคืน ก็หยุดครับ ก็เลยได้หลับพักผ่อน ของวันเดินทางวันแรก

ชื่อที่พัก St Christopher’s Inn Paris – Canal

–    เมืองปารีส , ฝรั่งเศส
–    จำนวนคืนที่พัก 6 คืน รวมอาหารเช้า
–    ราคารวม 4,758 บาท
–    การเดินทางไปที่พัก นั่ง รถไฟ Metro สาย 7 ลงสถานที Crimee ทางออก 3 แล้วกลับหลังหัน เดินข้ามถนนไปเข้าซอยที่อยู่ตรงข้าม เดินตรงไปอีกไม่ไกลก็จะเจอที่พัก
–    ลักษณะห้องพัก เป็นห้องรวม ชาย – หญิง ทั้งหมด 12 เตียง
–    มีที่เก็บของใหญ่ พอสมควร แต่ต้องเตรียมแม่กุญแจล๊อคไปเอง ผมมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปมันใส่ไม่ได้ ผมก็ใช้สายกุญแจ แบบที่ล๊อคจักรยาน คล้องไว้กับเตียงอีกทีเวลาออกไปข้างนอก
–    เป็นห้องน้ำและห้องอาบน้ำรวม จะอยู่ด้านนอก แต่ด้านในห้องมีที่ล้างหน้าแปลงฟัน
–    มี Free Wi-fi ถึงห้องพัก

ที่นี่ต้องบอกเลยว่าราคาที่ได้มาถูกและคุ้มมากครับ เพราะจองใกล้ๆ วันเข้าพัก เหมือนมีห้องว่าง เค้าก็เลยลดราคาลงเยอะ ที่เลือกที่นี่เพราะเตียง มีม่านปิดครับ ถึงจะนอนห้องรวม แต่ก็มีความเป็นส่วนตัว มีปลั๊กไฟประจำแต่ละเตียง

อาหารเช้าที่นี่กินกันแบบเต็มที่ครับ เยอะมากๆ ที่นี่เป็น Hostel ใหญ่เลยครับ มีประมาณ 5 ชั้น ผู้พักแต่ละคนจะไปได้แค่ชั้นของตัวเองเท่านั้นครับ คีย์การ์ดที่มี จะเข้าชั้นอื่นไม่ได้

ด้านล่างที่พักมีที่ซักผ้าแบบหยอดเหรียญ มีบาร์ไว้ดื่มตอนกลางคืน ช่วงเช้าก็จะเป็นที่ทานอาหารเช้า และมีห้องรวมไว้ให้มานั่งเล่น มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ 3 เครื่อง และมีไมโคเวฟตั้งไว้ 1 เครื่อง

ที่นี่เสียอย่างเดียวครับ ไม่มีที่กดน้ำไว้ให้กรอก ไม่ว่าจะเป็น น้ำร้อนหรือ น้ำเย็น ก็ไม่มีครับ มีแต่ตู้กดน้ำแบบเสียตังค์ แต่ตรงบาร์จะมีน้ำเป็นขวดไว้ให้เราไปเทกินได้

******************************************

7 เมษายน 2559

ต่อมาวันที่ 2 ตื่นแต่เช้าครับ 555 ทั้งที่นอนดึกมาก แต่ตีห้าผมก็ตื่นละ ก็ที่ไทยมันสิบโมงแล้วนี่น่า ผมก็ตื่นออกไปอาบน้ำ แต่งตัว ออกจากห้องตอนประมาณ 7 โมงกว่าๆ ครับ ในห้องยังไม่มีใครตื่นเลย ฮ่าๆ ตื่นลงไปกินมื้อเช้าดีกว่า ลงมาเห็นมื้อเช้าของที่พักต้องบอกว่าตะลึงมากครับ ของเยอะมาก ยังกะโรงทาน ตักกินกันได้เลยตามสบาย ผมก็กิน เล่นมือถือหาข้อมูล ว่าวันนี้จะไปไหนดี ฮ่าๆ เพราะมาแบบแผนไม่มีครับ แต่ที่รู้ๆ ที่แรกต้องหอไอเฟลก่อนเลย จะได้บอกว่านี่แหละมาถึงปารีสแล้วจริงๆ ไปครับไปหอไอเฟลกันวันแรก

หอไอเฟล (Eiffel Tower) <<<

การเดินทาง
-นั่ง Metro สาย 6 หรือ 9 มาลงที่ สถานี Trocadero ลงมาแล้วตามป้าย Tour Eiffel ไปได้เลยครับ

หอไอเฟล สามารถไปลงได้หลายสถานีนะครับ แต่ผมจะไปดูหอไอเฟลมุมกว้างครับก็เลยไปลงที่สถานี Trocadero ลงจากรถไฟมาก็เจอป้ายบอกทางเลย หาง่ายมาก โผล่ออกมาเจอหอไอเฟลครั้งแรกรู้สึกตระการตามาก เพราะมันตั้งอยู่สูง เด่นจริงๆ ครับ แต่ถ้ามาช่วงเช้า โผล่ทางฝั่งนี้จะย้อนแสงครับ ก็เลยต้องเดินลงไปอีกฝั่งของหอไอเฟล ตรงสนามหญ้า

ตอนที่ผมมาแถวต่อคิวขึ้นหอไอเฟลยังไม่ยาว ก็เลยว่าเดียวไปเดินเล่นถ่ายรูปแถวนี้ก่อน ค่อยกลับมา พอมาถึงอีกทีแถวยาวมากครับ ก็เลยไม่ขึ้นเลย ฮ่าๆ แถวนี้สังเกตว่ารักษาความปลอดภัยค่อนข้างเข้ม ทหารเดินถือปืน เดินไปเดินมา ขนาดเข้าห้องน้ำยังต้องค้นกระเป๋า

ช่วงที่เดินเล่นถ่ายรูปอยู่ตรงแถวๆสนามหญ้า ก็เลยจะตั้งกล้องถ่ายตัวเอง กำลังเล็งๆ พิกัด และถ่ายได้รูปเดียว ก็มีน้องคนหนึงวิ่งเข้ามา บอกว่าเดี๋ยวถ่ายให้ ไอ้ผมลังเลว่า เอ๊ะ มิจฉาชีพ รึปาวหว่า ยิ่งอ่านเจอมาว่า พวกนี้บางทีก็ใช้เด็ก แต่ดูแล้วไว้ใจได้ ก็เลยยื่นกล้องให้ถ่าย ซักพัก ครอบครัวของน้อง เดินเข้ามา เป็นคนแขกนะครับ อัธยาศัยดีกันมาก มาจัดท่าจัดทางให้ผมถ่ายอีก เค้าเห็นผมมาคนเดียว เค้าก็เลยให้ลูกเค้าวิ่งเข้ามาถ่ายรูปให้ผมครับ ฮ่าๆ ก็โอเคนะครับ รู้สึกว่าเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ดีของการเดินทางในวันนี้

มาบริเวณหอไอเฟลต้องระวังนะครับ จะมีคนเดินมาถามเราว่าเราพูดภาษาอังกฤษไหม ถือกระดาษหรือสมุดมาด้วยครับ อย่าไปคุยด้วยนะ เหมือนจะให้เราเขียนชื่อเพื่อบริจาคเงิน เยอะมากจริงๆ ครับ น่าจะมีเป็นร้อยๆ คนได้เลย เดินไปตรงมุมไหนก็เจอ

ตรงแถวๆ หอไอเฟลนี้จะมี แม่น้ำแซน อยู่ใกล้ๆ จะเป็นจุดล่องเรือสำหรับชมแม่น้ำแซน ด้วยครับ แต่ผมไม่ได้ไปล่อง เพราะรู้สึกมันเหมาะกับคนที่เค้ามากันเป็นคู่ๆ มากกว่าครับ ฮ่าๆ

เสร็จจากหอไอเฟล ก็กลับที่พักไป พักซัก 2 3 ชั่วโมงก่อนครับ กลับมาห้องไม่มีใครซักคนเลย ฮ่าๆ ที่คุยกันเสียงดังๆ เมื่อคืนวันนี้ก็เช็คเอาท์ออกไปแล้วหลายคน ซักช่วงประมาณ 5 โมงเย็นก็เตรียมตัวออกไปเที่ยวอีกซักที่ครับ กะไปเก็บภาพวิวเมืองปารีส ตอนกลางคืนที่ เนินมงต์มาร์ทร์

เนินมงต์มาร์ทร์ (Montmarte & Sacre Couer Basilica)<<<

การเดินทาง
-นั่ง Metro สาย 2 ลง สถานี Anvers ลงมาแล้วตามป้าย Sacre-Coeur ไปก็จะเจอครับ

มาถึงเนินมงต์มาร์ทร์ ประมาณช่วงหกโมงเย็น ตอนมานี้รีบมามากครับ เพราะกลัวจะไม่ทันพระอาทิตย์ตก แต่ที่ไหนได้ ลืมนึกไปว่า ที่นี่มันมืดตอนสามทุ่มนี่หว่า ไม่รู้จะรีบมาทำไมนะครับ ฮ่าๆ พลาด

ตรงทางขึ้น ไป โบสถ์ซาเคร เกอร์ ต้องระวังนะครับ ตอนผมไปมีกลุ่มคนผิวสี ยืนปิดทางขึ้นทั้ง 2 ฝั่ง ฝั่งละ สิบกว่าคนเลย น่ากลัวมาก ตอนแรกผมเดินขึ้นไปไม่ทันสังเกตครับ เงยหน้ามาอีกที เต็มเลย เอาไงดี จะเดินกลับดีไหม พอดีเห็นนักท่องเที่ยว 2 คนเดินอยู่หน้าพอดี ก็เลยเดินตาม พอเดินถึงคนกลุ่มนี้ ก็มีคนจะเอาด้ายมาผูกแขนผม ผมก็บอก No No และพยายามจะเดินไป ซักพักก็มีคนมาดันอกผม ไม่ให้ไป และมีคนอีกประมาณ 5 คนมาล้อมผม ผมก็ No No แล้วก็พยายามดิ้นออกมาให้หลุดจากตรงนั้น และก็หลุดออกมาได้ นึกว่าจะโดนรุมตีซะแล้ว หันกลับไปอีกที นักท่องเที่ยว 2 คนที่เดินมาข้างหน้าผมเมื่อกี้ กำลังควักเงินจ่ายเลย โดนซะแล้ว ตอนนั้นดีที่อ่านข้อมูลมาก่อนว่ามาที่นี่จะต้องเจออะไร ก็เลยไม่ได้ตกใจมาก ถ้าไม่รู้ข้อมูลมาก่อนแล้วมาเจอแบบนี้คงกลัวไปเลย แต่ก็ดีที่ผ่านมาได้ครับ

เดินเล่น ถ่ายรูป โบสถ์ซาเคร เกอร์ และวิวเมือง ช่วงนี้อากาศหนาวด้วยนะครับ เพราะตรงนี้เป็นที่สูง อยู่ที่นี่ถึงประมาณ 2 ทุ่ม เริ่มรู้สึกไม่ไหวละ กลับที่พักดีกว่า ตอนที่เดินทางมาไม่เจอกลุ่มคนผิวสีที่ยืนขวางทางขึ้นแล้วครับ เพราะตำรวจมายืนคุมอยู่ตรงนั้นก็เลยหายไปหมด

พอกลับมาที่พัก โผล่ออกมาจากรถไฟฟ้า ก็เลยเดินสำรวจแถวๆ นี้ดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง เดินไปเจอร้าน Mcdonalds พอดี ฝากท้องมื้อเย็น หรือจะเรียกว่ามื้อค่ำดี 555 คือมันสองทุ่มกว่าแล้วแต่มันยังไม่มืดไง ร้าน Mcdonalds ที่นี่จะเป็นเครื่อง กดสั่งเอานะครับ เสียบบัตรเครดิตจ่ายเลย ง่ายมาก มากินที่ Mcdonalds แนะนำให้สั่งเป็นชุดกินเลยนะครับ จะถูกกว่าสั่งแยกชิ้น ระหว่างนั่งกินก็คิดครับว่าวันนี้จะรอออกไปถ่ายรูปตอนกลางคืนดีไหม แต่ ณ ตอนนั้น คือ ตาจะหลับแล้วครับ เพราะเวลาที่ไทยก็ตีหนึ่ง ตีสองแล้ว สรุปก็คือ กินเสร็จ เดินกลับที่พักไปนอนเลยครับคืนนี้ดีหน่อย หลับสบาย ไม่มีเสียงรบกวนครับ ฮ่าๆ

*******************************************

8 เมษายน 2559

        มาถึงวันที่ 3 แล้วตื่นแต่ ตี 4 กว่าๆ เหมือนเดิมครับ อาบน้ำแต่งตัว ประมาณเกือบ 8 โมงก็ลงไปทานมื้อเช้า ระหว่างกินก็หาครับ ว่าวันนี้ไปไหนดี ดูจากสภาพอากาศแล้วคิดว่าวันนี้เหมาะกับเที่ยวในร่มครับ เพราะฟ้าครึ้มๆ อาจจะมีฝนตกบางช่วง วันนี้ก็เลยตัดสินใจไปที่ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ครับ

พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (The Louvre) <<<

การเดินทาง
-นั่ง Metro สาย 1 , 7 ลง สถานี Palais Royal Musee du Louvre ลงมาแล้วตามป้าย Musee du Louvre ไปก็จะเจอครับ


มาถึงที่นี่ช่วงประมาณ 9 โมงครับ คนยังไม่เยอะ ต่อคิวเข้าแป๊ปเดียวครับ มีตรวจค้นกระเป๋าก่อนทางเข้า เข้าไปด้านในก็ไปทำการซื้อตั๋วก่อน ค่าเข้า 15 ยูโรครับ ที่นี่จะมี 3 ทางเข้าของแต่ละโซน Denon , Sully และ Richelieu ครับ แต่ละโซนก็จะมีงานศิลปะ แสดงที่แตกต่างกันไปครับ ทางเข้าแต่ละทางจะมีติดรูปงานศิลปะที่เด่นๆ ไว้ พอเข้าไปด้านในก็จะมีป้ายบอกทางครับ

ผมมาที่นี่ ต้องการดูแค่ภาพวาดโมนาลิซ่าครับ ฮ่าๆ ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่ห้อง 6 โซน Denon ครับ ตอนเข้าไปนี่โชคดีครับ คนยังไม่เยอะ ปกติเห็นว่าห้องตรงนี้คนจะแน่นมากๆ เวลาทัวร์ลง ก็จะพากันมุ่งตรงมาห้องนี้เลย อ้อ ด้านในพิพิธพันลูฟร์ อากาศไม่หนาวนะครับ ออกแนวค่อนข้างร้อนเลย ดังนั้นไม่ต้องใส่เสื้อผ้ามาหนาวมาก

จากนั้นก็เดินดูงานศิลปะ ตามโซนนั้นโซนนี้ครับ ดูไปเรื่อยๆ ในนี้มีป้ายบอกเป็นระยะนะครับ ว่าระวังโดนล้วงกระเป๋า เที่ยวที่นี่ห้ามเผลอ ต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลาครับ

เที่ยวข้างในจนพอแล้วก็เดินออกมาทางปิรามิด สามเหลี่ยมกลับหัว แถวนี้ก็จะเป็นโซนขายของนะครับ มีโซนอาหารอยู่แถวนี้ด้วย หิวพอดีเจอร้าน Mcdonalds ก็จัดอีกครับ ฮ่าๆ อารมณ์เหมือนอาหารสิ้นคิด กินแต่ Mcdonalds นี่แหละ เพราะสั่งง่าย ดี 555 นั่งกินแบบไม่รีบ กินเรื่อยๆ ครับ กินเสร็จก็เดินออกไปถ่ายรูปด้านนอกซักหน่อย


ถ่ายรูปเสร็จแล้วเดี๋ยวไปที่ต่อไปกันครับ

โบสถ์นอทเทอร์ดัม (Notre Dame Cathedral) <<<

การเดินทาง
– นั่งรถไฟ RER B หรือ C  ลง สถานี St.Michel Notre-Dame มีป้ายบอกเช่นกันครับ ออกมาก็เจอเลย

แต่ตอนที่ผมมาผมนั่ง metro สาย 7 มาลงที่สถานี Chatelet ครับ เห็นบอกว่ามาได้เหมือนกัน ก็เลยได้เดินมั่วๆ ชมเมืองมาครับ ไกลมาก ดีนะหาโบสถ์นอทเทอร์ดัม เจอ ดีที่เดินมาถูกทาง เพราะตอนแรกไปโผล่ตรงกลางเมืองเลย ตรงไหนก็ไม่รู้ครับ เลยเดินมั่วๆ มา เน็ตก็ไม่มี แต่สุดท้ายก็เจอ ฮ่าๆ ดังนั้นการเดินทางแนะนำมา ลงที่ สถานี St.Michel Notre-Dame เพราะโผล่ออกมาก็จะเจอโบสถ์เลย

มาถึง โบสถ์นอทเทอร์ดัม ด้านหน้าคนเยอะมากครับ มี จนท มาเคยบริการนักท่องเที่ยวด้วยนะครับ แถวนี้คนพากันมานั่งตากแดดถ่ายรูป ผมก็ไปต่อแถวเข้าไปชมด้านใน โบสถ์ ครับจำได้ว่าไม่ได้เสียค่าเข้านะครับ จากนั้นก็เดินออกมานั่งเล่นตรงสะพานข้างๆ โบสถ์ ผมรู้สึกว่าตอนนั้นบรรยากาศดีมากครับ หยิบขนมปังออกมานั่งกินตรงเก้าอี้ นั่งมองคนเดินไปเดินมา รู้สึกชิลล์จริงๆ ครับตรงนี้

ระหว่างนั้นก็เย็นๆ แล้วก็คิดว่าน่าจะได้เวลาไปจากที่นี่แล้ว แต่ระหว่างกำลังจะเดินกลับ มองเห็นคนกำลังต่อแถวอยู่ข้างๆ โบสถ์ครับ ตอนนั้นคิดว่าต้องเป็นแถวที่รอไปด้านบนของโบสถ์แน่ๆ เลย ก็เลยไปต่อกับเค้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าขึ้นไปจะเจออะไร ต่อแถวเกือบครึ่งชั่วโมงครับ ถึงได้ขึ้น ระหว่างยืนรออากาศหนาวมากกก เป็นที่ๆ ลมพัด น้ำมูกผมนี่ไหลเลย และแล้วก็ได้ขึ้น

พอเดินขึ้นบันใด ตอนนั้นนึกในใจ ดีจังเลย ขึ้นฟรี เพราะไม่มีที่เก็บเงิน แต่ที่ไหนได้ ขึ้นไปข้างบนมีที่เก็บค่าเข้า โดนไป 10 ยูโรแบบ งงๆ แต่พอขึ้นไปก็ได้เห็นวิวเมืองปารีส สวยมากครับ เป็นมุมถ่ายวิวเมืองที่เห็นบ่อยๆ เลย ถ่ายรูปรัวๆ เลยครับ งานนี้ ก็รู้สึกว่าคุ้มอยู่นะครับ 10 ยูโร ได้มาเห็นวิว และได้ถ่ายรูป สำหรับคนตั้งใจมาเก็บภาพ แล้วคุ้มครับ


เสร็จจากโบสถ์นอทเทอร์ดัม ก็เกือบๆ สองทุ่มแล้ว ขอแวะไป พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ไปเก็บภาพช่วงพระอาทิตย์ตกก่อนกลับที่พักดีกว่า มาถึง พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ก็เดินถ่ายรูปด้านนอกไปเรื่อยๆ ภาพกลางคืนอาจจะแตกๆ หน่อยนะครับ เพราะทริปนี้ไม่ได้พกขาตั้งกล้องมาด้วยครับ

ระหว่างที่ถ่ายรูปอยู่ จนถึงช่วงเวลา 3 ทุ่ม เห็นหอไอเฟลเปิดไฟระยิบระยับ พอดี มองจาก พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ มันสวยมากครับ ผมเลยรีบตรงดิ่งไปที่หอไอเฟล เพื่อไปเก็บภาพตอนกลางคืนและดูไฟใกล้ๆ เป็นที่สุดท้ายสำหรับวันนี้ เป็นนี้เป็นวันที่เดินเยอะและปวดขามากครับ แต่ก็ยังไป ฮ่าๆ

มาถึงหอไอเฟล ก็ต้องมานั่งรอก่อนครับ เพราะไฟเปิดทุกชั่วโมง มารอดูอีกทีรอบ 4 ทุ่มครับ แถวนี้ตอนกลางคืนดูน่ากลัวอยู่นะครับ แต่ดีที่คนยังเยอะ ผมก็รอดูจนไฟเปิดอีกครั้ง แล้วก็กลับที่พักนอนเลยครับ จบสำหรับวันนี้ ถือว่าอยู่เที่ยวได้ดึกมาก

*****************************************************

9 เมษายน 2559

        วันนี้เป็นวันที่ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนเลยครับ เช้ามาก็มีเรื่องที่ต้องเครีย กวาจะเครียเสร็จก็บ่ายๆ พอแต่งตัวกำลังจะเดินออกไปเที่ยว ฝนตกครับ ฟ้าช่างไม่เป็นใจ ก็เลยเดินออกไปหาของกินไปเจอมาร์ท พอดี ของกินขายเยอะอยู่เหมือนกันครับก็เลยได้ซื้อกลับมากินที่พัก สรุปวันนี้ก็พักผ่อนอยู่ที่พัก นั่งหาข้อมูลเที่ยววันต่อไป ก็ถือเป็นวันพักนะครับ เพราะเมื่อวานเดินเยอะมาก จนปวดขามาถึงวันนี้เลย

ถือว่าผมเที่ยวค่อนข้างชิลล์ครับ เพราะมีเวลาอยู่ที่ปารีสหลายวัน แต่หลังจากเหตุการณ์วันนี้ ก็ตระหนักได้ว่า วันไหนที่อากาศดีๆ ให้เที่ยวให้เต็มที่ ไม่ต้องรีบกลับที่พัก เพราะช่วงที่ผมมาพยากรณ์อากาศ มีฝนเกือบทุกวันครับ แต่ก็อาจจะไม่ถึงกับตกทั้งวัน

**************************************************

10 เมษายน 2559

วันนี้ตื่นเช้าเป็นคนแรกของห้องเหมือนเดิม คนในห้องคงรำคาญผมอยู่ละครับ เพราะผมนี่ตื่นแต่เช้ามืดทุกวันลุกออกไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ลงไปกินมื้อเช้า ระหว่างนั้นก็เข้าเน็ตดูว่าวันนี้จะไปไหนดีก็เลยเลือกไปที่ พระราชวังแวร์ซายส์ ครับ เพราะวันนี้เป็นวันที่อากาศดี แดดออกทั้งวัน

พระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) <<<

การเดินทาง
– รถไฟ RER สาย C ไปลงสถานี Versailles RC Chateau เป็นสถานีปลายทางครับ ออกจากสถานีมา เดินไปทางขวามือ จนเจอสี่แยก จากนั้นเลี้ยวซ้าย เดินตรงไปเรื่อยๆ ก็จะเจอครับ

วันนี้เราต้องเดินทางโดยรถไฟ RER สาย C สำหรับออกนอกเมือง ซึ่งก็จะคนละอย่างกับรถไฟ metro นะครับ พอไปถึงตู้ก็กดซื้อตั๋วแบบ Mobilis แบบ zone 1-4 ผมซื้อแยกเป็นเที่ยวเดียวนะครับ ราคา 11.50 ยูโร จากนั้นก็ไปรอรถไฟที่ชานชาลา ที่ปลายสายเขียนว่า  Versailles RC Chateau สังเกตตรงฝั่งที่คนเยอะๆ ครับ

และแล้วรถไฟก็มาครับ เป็นรถไฟ 2 ชั้น รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยขึ้นรถไฟ 2 ชั้นครั้งแรกเลย แต่ผมดันไปนั่งชั้นล่างซะนี่ จริงๆ ต้องไปนั่งชั้นบนนะครับ จะได้เห็นวิวถนัดๆ หน่อย นั่งไปเกือบ ชั่วโมงก็ไปถึงสถานี Versailles RC Chateau คนลงเยอะมาก ก็ทั้งหมดแหละครับ เพราะเป็นสถานีปลายทาง เดินออกมาก็ งง ๆ ไปทางไหนดี สรุปก็เดิน ตามๆ คนไปแหละครับ เพราะส่วนใหญ่ก็น่าจะมีที่หมายเดียวกัน

เดินมาจนถึง พระราชวังแวร์ซายส์ ครับ กว้างใหญ่มากจริงๆ คนเดิน ตัวเล็กเป็นมดไปเลย มาวันนี้ก็ตั้งใจว่าจะชมแค่สวนครับ ด้านในพระราชวังคงไม่เข้า ตอนที่ผมมาแถวยังไม่ยาวด้วยนะครับ แต่ผมก็เดินไปข้างๆ เพื่อไปเข้าตรงส่วนของส่วนเลย

ค่าเข้าสวนจะราคา 10 ยูโรครับ พนักงานเก็บตั๋วตรงทางเข้า มีถามว่าคุณมาคนเดียวเหรอ ถามแบบยิ้มแย้มนะครับ ฮ่าๆ ก็เลยตอบไปว่าใช่ นึกในใจ ทำไมมันดูแปลกเหรอที่มาคนเดียว ฮ่าๆ วันนี้เป็นวันที่แดดแรงมากครับ ท้องฟ้านี่ใสเลย

ในส่วนของสวนด้านหลังพระราชวัง ต้องบอกว่ากว้างมากๆ มีหลายส่วน น้ำพุก็มีอยู่หลายจุดมากครับ เปิดแสดงเป็นเวลา เดินเข้าไปในส่วนที่เป็นเหมือนป่า ต้นไม้จะปลูกเป็นเหมือนเขาวงกต เลยครับ สวย ใหญ่ แปลกตาดี แต่ละน้ำพุก็จะมีประวัติเรื่องราวนะครับ ไปหาอ่านกันเอาเองนะ ฮ่าๆ

ผมเดินไปถึงทะเลสาบด้านล่างครับ แถวนี้คนเยอะเลย เหมือนสวนสาธารณะ คนแถวนี้เค้ามาพักผ่อนกันครับ เดี๋ยวจะเดินไปที่ ตำหนัก Petit Trianon เป็นพระตำหนักของพระนางมารี อองตัวเนต เดินไปก็ไกลอยู่ครับ เดินไปเรื่อยๆ ฮ่าๆ ตรงนี้จะมีที่เช่าจักรยาน นะครับ หรือใครไม่ยากเดินก็มีรถรางไว้บริการ เสียเงินนะครับ แต่ระดับผมแล้ว ต้องเดินครับ ฮ่าๆ ต้นไม้สองข้างทางจะถูกตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมนะครับ

ก่อนถึงนี้จะเจอเหมือนทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะ เลยแวะถ่ายซะหน่อย เดินมาๆ ก็จะเจอ ตำหนัก Grand Trianon ก่อน แต่ผมไม่ได้เข้าไปครับ เดินเรียบไปตรงฝั่งขวาเลย แล้วก็เจอ ตำหนัก Petit Trianon เดินเข้าไปแบบ งงๆ เสียค่าเข้าอีก 10 ยูโร แบบ งงๆ เช่นกัน ฮ่าๆ ก็เดินชมพระตำหนักไปครับ

จากนั้นก็เดินออกไปชมส่วนของกระท่อมปลายนาที่อยู่ในป่าด้านหลังตำหนักครับ เดินเข้าป่าไปก็ใกลอยู่นะครับ ถ้ามาทัวร์ไม่ได้มาเห็นตรงนี้แน่ๆ แต่นี่มาเองก็เลยได้เข้ามาเห็นที่แปลกๆ ดีครับ

สวนกระท่อมปลายนานี้จะเป็นเหมือนหมู่บ้านเกษตรเล็กๆ ที่มีการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช เลี้ยงปลา อะไรพวกนี้ครับ ลองไปหาอ่านประวัติดูนะครับ ที่นี่ พระนางมารี อองตัวเนต โปรดให้สร้างขึ้น เดินชมแถวนี้จนรอบ ก็เลยจะหาทางเดินกลับครับ ยิ่งเดินยิ่งเหมือนเข้าป่า ฮ่าๆ แต่ก็หาทางออกมาที่เดิมจนได้ ตอนแรกนึกว่าจะหลงซะละ แต่แถวนี้สวน อาคารสวยดีครับ มาถึง ณ ตอนนี้บอกเลยว่าปวดขามาก เหมือนขาจะหลุด เพราะที่นี่กว้างมากจริงๆ ครับ จากสถานีรถไฟมาถึงตำหนักนี้ น่าจะหลายกิโลอยู่ครับ ก็ไม่รู้ว่าเดินมาได้ยังไง ประเด็นคือต้องเดินกลับด้วยนี่ซิ ฮ่าๆ ตอนแรกก็ว่าจะขึ้นรถรางกลับ ไปต่อคิวละ แต่พอรถมา จนท ตรงนั้นบอกให้ไปซื้อตั๋วก่อนชี้เข้าไปในอาคาร แต่ผมไม่เจอ ฮ่าๆ ก็เลย เดินก็ได้ฟร่ะ

เดินมาเรื่อยๆ ก็ชมสวนไปด้วย อากาศดีจริงๆ ครับวันนี้ ต้นไม้นี่เขียว สดชื่นดีมาก เพราะพึ่งผลิใบ ฝรั่งเค้าก็มาปิกนิก กันเป็นครอบครัวนะ ก็ดูสบายๆ ชิลล์ๆ ดี การเดินนี่ก็ดีนะครับ ทำให้เราได้เข้าไปเห็นมุมใหม่ๆ ดี ขากลับผมก็เลิกเดินกลับอีกทาง สำรวจพื้นที่ไปด้วย และก็เดินผ่านสวนของพระราชวังอีกครั้ง กลับออกมาด้านหน้า ซึ่งคนเยอะมากกกก รถของทัวร์นี่จอดเต็มเลยบริเวณข้างๆ คนมาเองก็เยอะ

ขากลับก็ขึ้นรถไฟกลับเหมือนเดิม ซื้อตั๋วเหมือนขามาครับ แต่ขากลับเลือกนั่งชั้น 2 ฮ่าๆ จะได้ชมวิวไปด้วยนะ ระหว่างอยู่บนรถไฟก็หาที่ไปต่อครับ ไปไหนดี มีตรงไหนที่ยังไม่ไป หากันสดๆ วันต่อวันแบบนี้เลยครับ ฮ่าๆ ก็เลยไปประตูชัยนโปเลียน (Arc de Triomphe) เดี๋ยวไปลงสถานี Champ de Mars Tour Eiffel (RER C) เพื่อไปต่อ  Bir-Hakeim (metro สาย 6) คนลงสถานีนี้เยอะมากครับ เพราะเป็นสถานีที่ไปหอไอเฟลได้ ลงมาก็มีป้ายบอกทางไปเลยครับ แต่ผมจะไปประตูชัย ก็ไปต่อสาย 6 ได้เลย

ประตูชัยนโปเลียน (Arc de Triomphe) <<<

การเดินทาง
– นั่ง Metro สาย 1 2 6 และ RER A มาลงที่สถานี Charles de Gaulle Etoile ลงมาแล้วตามป้าย Arc de Triomphe


โผล่ออกมาจากรถไฟ ก็เจอประตูชัย ตั้งตระหง่านอยู่กลางวงเวียน ผู้คนก็พากันถ่ายรูปเยอะเลยครับ ผมก็เดินถ่ายรูปประตูชัยรอบๆ แต่ระหว่างนั้นรู้สึกว่าหิว ก็เลยไปเดินหาของกินก่อนแถวถนนฌ็องเซลิเซ่ ให้ทายครับ ว่ามื้อนี้ผมจะกินอะไร 555 หลายคนน่าจะทายถูก ถ้าอ่านมาแต่ต้น ใช่แล้วครับมื้อนี้ก็ไม่พ้นแม็ค อีกแล้ว คิดว่าราคาน่าจะโอเคสุด สำหรับย่านแพงๆ ย่านนี้แล้วละครับ แต่คนในร้านเยอะมากก เข้าไปก็ต้องระวังทรัพย์สินด้วยนะครับ นั่งกินอยู่ที่ร้านอยู่นานครับ เพราะมี Free Wi-fi ให้เล่นเน็ตพอดี นั่งรอเวลาให้ค่ำๆ ด้วยครับ เดี๋ยวจะขึ้นไปถ่ายรูปตรงประตูชัย

ถนนฌ็องเซลิเซ่ (Champs Elysees)<<<

การเดินทาง
-นั่ง Metro สาย 1 2 6 และ RER A มาลงที่สถานี Charles de Gaulle Etoile ทางออก 1 Champs Elysees

การขึ้นไปบนประตูชัย

    1.ให้เดินไปตรงทางลอดใต้ดินครับ เดินไปจะเจอคนต่อแถวซื้อตั๋วอยู่ เสียค่าขึ้น 12 ยูโรครับ ตอนซื้อ จนท ขอดูพาสปอร์ตด้วย ดังนั้นอย่าลืมพกพาสปอร์ตไปด้วยนะครับ
    2.เมื่อได้ตั๋วแล้ว เดินขึ้นบันใด ไปต่อแถวด้านบน อีกครั้งครับ

*** ถ้ายังไม่มีตั๋วอย่าพึ่งไปต่อแถวด้านบนนะครับ เสีย เวลาเข้าคิว และต้องลงมาซื้อตั๋วด้านล่าง ผมโดนมาแล้ว 555

ทางขึ้นประตูชัยจะเป็นบันใด วงกลม เดิน วนๆ ขึ้นไป เล่นเอาหน้ามืดเหมือนกันนะครับ อย่าลืมพกน้ำติดตัวกันไปด้วย ก่อนถึงชั้นดาดฟ้า ก็จะมีร้านขายของที่ระลึก ครับ

พอขึ้นไปด้านบนฟ้าก็เริ่มมืดแล้วครับ ต้องรีบถ่ายรูปเลย เดี๋ยวแสงหมดก่อน ตอนกลางคืนด้านบนนี้สวยมากครับ มองลงไปจะเห็นถนน แต่ละเส้นเปิดไฟ เป็นสายๆ ไปหอไอเฟลเปิดไฟมองจากมุมนี้ก็สวยครับ อยู่บนนี้จนมืดครับ ได้เวลากลับละ


แต่ก่อนลงไป ขอแวะหาดูของที่ระลึกซักหน่อย ครับ ได้มาเป็นกล่องดนตรี เล็กๆ เป็นของเพียงชิ้นเดียวครับ ที่ซื้อของทริปนี้ จากนั้นลงไปถ่ายรูปประตูชัยบริเวณรอบๆ อีกครั้ง สามทุ่มกว่าๆ แล้วครับตอนนั้น มองไปมองมา ไม่เห็นมีใครเลยแถวนี้ รู้สึกว่าควรจะพาตัวเองกลับได้แล้วละ เดี๋ยวไม่ปลอดภัย ก็เลยเดินลงไปรถไฟฟ้า ทางลง และทางเดินกว่าจะไปถึงทางเข้าสถานี ยิ่งน่ากลัวครับ คนไปไหนหมดไม่รู้ รถไฟฟ้าบ้านเค้าก็เก่าๆ น่ากลัวๆ เนาะ ผมก็มองซ้ายมองขวา รีบเดินเลย

สุดท้ายก็พาตัวเองกลับถึงที่พักได้อย่างปลอดภัยครับ วันแห่งการขาลากอีก 1 วัน

*************************************************

11 เมษายน 2559

        วันนี้ตื่นแต่เช้า มากินมื้อเช้า และซักผ้าครับ เพราะพรุ่งนี้ต้องไปสวิตเซอร์แลน์ต่อ ซักผ้าที่นี่แทบไม่มีที่จะตากผ้าครับ ฮ่าๆ วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ฝนตกฟ้าครึ้มๆ ครับ จริงๆ ที่หลักๆ ที่อยากไปผมก็เก็บหมดแล้ว พอดีมีพี่ในกลุ่มไลน์ก็บอกว่าฝนตกอย่าอยู่ห้อง ให้ออกไปข้างนอก ไปหาเดินห้าง ชมเมืองเที่ยวในร่มก็ยังดี ไปทั้งทีละ ลองมาคิดดูมันก็จริงนะครับ ฮ่าๆ

เช้านี้ก็เลยได้ไปเดินที่ห้าง  แกลเลอรี่ลาฟาร์แยตต์ (Galleries Lafayette)

แกลเลอรี่ลาฟาร์แยตต์ (Galleries Lafayette) <<<

การเดินทาง
–    Metro สาย 7 , 9 มาลงที่สถานี Chaussee d’Antin La Fayette  ออกมาก็เจอห้างเลยครับ

ที่นี่เป็นห้างที่เก่าแก่ ใหญ่ และมีชื่อเสียงที่สุดในฝรั่งเศสนะครับ เค้าว่ากันมาแบบนั้น จะมีตรงโดมตรงกลางห้างที่ใหญ่โตและสวยงามจริงๆ ครับ ส่วนใหญ่คนมาที่นี่ก็จะหาซื้อของแบรนด์เนมต่างๆ บางร้านนี่คนเข้ายังกะแจกฟรี นักท่องเที่ยวทั้งนั้นครับ ไทย จีน นี่เพียบ แต่ผมก็ไม่ได้ซื้ออะไรครับ เดินมาสำรวจห้างเฉยๆ นะ เดี๋ยวไปที่ต่อไปกันดีกว่าครับ อยู่ไม่ไกลจากจุดนี้ครับ

สะพานปงเดซาร์ (Pont des Arts) หรือสะพานกุญแจแห่งรัก

การเดินทาง
ก่อนมาที่นี่หาไม่เจอครับว่าเดินทางมายังไง แต่ลอง เปิด Google map ดู เจอว่าจะอยู่ใกล้ๆ กับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ก็เลยมาเริ่มต้นที่ลูฟร์ แล้วเดินไปครับ ซึ่งมาถึงจริงๆ ก็จะอยู่ติดกับลูฟร์เลยครับ ถ้าอยู่หน้าลูฟร์ให้หันหน้าเข้าปิรามิดแล้วเดินไปทางขวามือครับ เดินไปก็จะเจอแม่น้ำ เดินไปอีกหน่อยก็จะเจอสะพานครับ

สะพานกุญแจแห่งรัก ที่จะมีการเอา กุญแจมาคล้องตรงราวสะพาน พอมาถึงจริงๆ แล้ว ไม่มีแล้วครับ เค้ารื้อกุญแจออกไปหมดแล้ว เห็นว่ากลัวสะพานจะพังเพราะรับน้ำหนักของแม่กุญแจจำนวนมากไม่ไหว นี่ผมพึ่งมารู้เลยว่ามันไม่มีแล้ว เพราะผมตามรีวิวมาครับ แต่รีวิวเมื่อหลายปีแล้วละ ฮ่าๆ แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยว แวะมาถ่ายรูปกันเรื่อยๆ อยู่นะครับ แต่วันนี้ฝนปรอยๆ ถ้าวันอากาศดี สะพานนี้ก็คงจะบรรยากาศดีเหมือนกันครับ สะพานก็ยังพอมีแม่กุญแจให้เห็นบ้างนิดหน่อยนะครับคนยังพยายามที่จะเอามาคล้อง

เสร็จจากสะพาน ก็ไปเดินสำรวจโซนด้านหลังพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ แถวนี้มีห้างเยอะอยู่เหมือนกันนะครับ เจอหลายห้างเลย ดูเหมือนเป็นโซนช๊อปของคนแถวนี้ ครับ โอเค ด้วยความที่ฝนปรอยๆ ฟ้าครึ้มๆ อากาศน่ากลับที่พักมาก ก็เลยกลับที่พักเลยครับ ฮ่าๆ เตรียมหาข้อมูลเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์กันต่อ

*********************************************

12 เมษายน 2559

วันนี้ก็สบายๆ ครับ เพราะไม่มีแพลนออกไปเที่ยวไหน ที่พักเช็คเอาท์ 11 โมง ลงมาทานมื้อเช้า สายๆ หน่อยก็เก็บกระเป๋าเตรียมตัวครับ 11 โมงก็ลงมาเช็คเอาท์ แต่ก็ยังไม่ออกจากที่พักนะครับ ก็นั่งเล่นรอตรงห้องรวม ด้านล่างตรงนั้นก่อน รอเวลาครับ เพราะวันนี้ต้องนั่งรถไฟเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ตอน 14.23 น. ซักช่วงเที่ยงๆ ถึงออกจากที่พักครับ

รถไฟที่ผมจองต้องไปขึ้นที่ สถานี GARE DE LYON ซึ่งสถานีเป็นสถานีใหญ่ครับ มีรถไฟหลายสายผ่าน ทั้ง Metro สาย 1 , 14 และ RER สาย A D R รวมทั้งรถไฟไปประเทศต่างๆ ด้วยครับ

ตอนมาถึงที่นี่ ลงรถไฟมาแอบบ งงๆ เล็กน้อย ว่าต้องไปไหนยังไง อ้อ Sortie จะแปลว่าทางออกนะครับ เห็นได้ทั่วไปตามสถานีรถไฟ พอออกมาจากรถไฟก็ต้องมาถาม จนท แถวนั้นครับ ว่าตั๋วที่ผมจองมาต้องไปขึ้นที่ Hall ไหน มี 1 กับ 2 จนท บอกไป Hall 1 ได้เลย ตอนนี้ต้องยอมรับว่า งงๆ เล็กน้อย เพราะพยายามหาเองแล้วไม่ได้คำตอบ ก็ต้องถาม จนท นะครับ หรือถามคนแถวนั้น อันนี้ก็เป็นวิธีที่ผมใช้นะครับ คือจะไม่ปล่อยให้ตัวเองหลงครับ อะไรไม่รู้ต้องถาม แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะสังเกตหรือหาเองได้ซะส่วนใหญ่

ขึ้นมา Hall 1 บรรยากาศคล้ายๆ ที่สนามบินเลยนะครับ มีจอว่ารถไฟเที่ยวไหนออกกี่โมง ที่ชานชาลาไหน  ร้านขายของแถวนี้ก็เยอะครับ ห้องน้ำที่นี่เสียตังค์ด้วยนะครับประมาณ 0.5-1 ยูโร จำตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ครับ ฮ่าๆ ผมมีเวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก่อนที่รถไฟจะออก เดี๋ยวไปหามื้อเที่ยวกินกันครับ ร้านแถวนี้จะขายของลักษณะแบบห่อ แพ็ค สำหรับซื้อไปกินระหว่างเดินทางได้ครับ แต่ก็จะมีที่ให้นั่งทานเหมือนกัน ที่นี่ก็เจอกลุ่มคนไทยเยอะเหมือนกันนะครับ เดินทางเที่ยวกันเองเป็นครอบครัวใหญ่กันเลย

รถไฟจากปารีสไปสวิตเซอร์แลนด์ ผมจองล่วงหน้ามาประมาณ 3 เดือนครับ ได้ตั๋วราคา 29 ยูโร จองผ่านเว็บนี้ครับ

และแล้วก็ถึงเวลาที่เราจะออกเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์กันแล้ว

>>>เว็บจองตั๋วรถไฟข้ามเมืองหรือข้ามประเทศ ในยุโรปครับ
http://www.sncf.com/
http://www.raileurope.com/
ลองเปรียบเทียบราคาดูครับ ที่ไหนถูกกว่าก็จองอันนั้นครับ

สำหรับตอนนี้ก็ขอทิ้งไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ เดี๋ยวจะมีต่ออีกรีวิว ในตอนที่ 2 เป็นตอนสุดท้ายของทริปครับ บอกเล่าการเดินทางเที่ยวที่ สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี ยังไงฝากรอติดตามกันด้วยนะครับ ^^

สุดท้ายเดี๋ยวขอสรุปสิ่งที่ได้พบเจอจากการมาเที่ยวที่ฝรั่งเศส หน่อยนะครับ

1.รถไฟฟ้าที่นี่หลายขบวนต้องกดเปิดประตูเองนะครับ ถ้าถึงสถานีแล้วประตูไม่เปิดก็รีบมองหาปุ่มเปิดได้เลย

2.ที่นี่คนเค้าจะไม่มีสังคมก้มหน้าเล่นมือถือเหมือนหลายๆ ประเทศในเอเชียที่เคยเจอนะครับ คนที่นี่เวลาขึ้นรถไฟจะหวงกระเป๋า และระวังตัวเองกันมาก เพราะแกงค์ล้วงกระเป๋าเยอะ

3.พูดถึงแก๊งค์ล้วงกระเป๋า ก็ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่าเมืองที่ดูเจริญมาก จะมีปัญหาลักษณะนี้เยอะมาก เช่นกัน ตอนแรกถ้าพูดถึงฝรั่งเศส ดูเป็นเมืองสวย หรู ไปซะหมด แต่พอหาข้อมูลเข้าจริงๆ แล้ว ด้านไม่สวยงามก็มีเยอะเช่นกันครับ

4.ฝรั่งเศสก็เป็นเมืองที่เที่ยวเองได้ครับ ไม่ยาก การเดินทางต่างๆ ก็ง่าย สะดวกเลยทีเดียว แต่ก็ต้องเที่ยวอย่างระวังตัวอยู่ตลอดเวลา

5.มาที่นี่ช่วงเมษายน ฟ้ามืดตอน 3 ทุ่ม เป็นเรื่องแปลกมากครับ สำหรับผม เกิดมาก็พึ่งจะเคยเจอนี่แหละ ก็รู้สึกว่าดีครับ มีเวลาเที่ยวช่วงกลางวันเยอะขึ้น แต่บางครั้งก็รู้สึกไม่ดี เพราะกว่าจะรอให้ฟ้ามืด ผมก็ง่วงเอาซะก่อน

6.หลังจากเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ฝรั่งเศสขึ้น ก็รู้สึกว่ามีการเพิ่มกำลัง จนท รักษา ความปลอดภัยตามจุดต่างๆ อย่างเข้มงวดเลยนะครับ ก็ทำให้รู้สึกเที่ยวได้แบบเบาใจมากขึ้น

7.เรื่องภาษา คือด้วยความที่นี่เค้าพูดฝรั่งเศสกันนะครับ แต่ในความรู้สึกผมคือ หน้าตาฝรั่งๆ ผมจะเหมาว่าพูดภาษาอังกฤษหมด ฮ่าๆ แต่พอไปเจอฝรั่งที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ หรือก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องนักก็รู้สึกว่า เออ แปลกดีเนาะ

8.เรื่องอาหาร ที่นี่เค้าจะกินพวก ขนมปัง แฮม ชีส เบอร์เกอร์  อะไรพวกนี้ ซึ่งผมไปก็กินไม่ค่อยถนัดเท่าไร แต่ก็ต้องกิน ทางที่ดีแนะนำว่าพกอาหารสำเร็จรูปจากบ้านเราไปด้วยก็ดีครับ

9.ป้ายสถานี Metro ที่นี่จะมีความแนวครับ มีหลายแบบ ไม่ได้สัญลักษณ์เหมือนกันทั้งหมด เวลาจะหาสถานี ก็ต้องมองหาป้ายสัญลักษณ์ตามรูปเลยครับ

คร่าวๆ ที่นึกได้ก็ประมาณนี้ครับ ท่านใด เคยไปแล้ว มีมุมไหนที่มองเห็นอีกก็มาแชร์กันได้ครับ

***จบรีวิวฝรั่งเศส ติดตามกันต่อกับ รีวิวการเดินทางสวิตเซอร์แลน์ และ อิตาลี ครับ***



Booking.com

Facebook Comments

Related posts