พาตะลุย กิน เที่ยว “ฉงชิ่ง” ดินแดนมังกรฟ้า 5 วัน 4 คืน งบไม่ถึงหมื่น

Cover

กด Like ติดตาม Fanpage M Journey – เอ็ม พาบิน : คลิกที่นี่


        สวัสดีครับ วันนี้จะมารีวิวพาเที่ยว “ฉงชิ่ง” ดินแดนมังกรฟ้า ของจีนกันครับ และเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยสถานที่มรดกโลกอันสวยงาม

ต้องบอกก่อนว่าครั้งนี้เป็นการไปเที่ยวจีนแบบจริงๆ ครั้งแรกเลยครับ เพราะก่อนหน้านี้เคยข้ามไปเที่ยวเซินเจิ้น จากฮ่องกง ไปแบบวันเดียวกลับ เลยไม่ค่อยอยากจะนับเท่าไรว่ามาเที่ยวจีน ฮ่าๆ

แต่ครั้งนี้ได้บินมากับสายการบินไทยแอร์เอเชีย กับเส้นทาง ฉงชิ่ง 5 วัน 4 คืน วันที่ 9-13 ก.ค. 2559 จึงเป็นโอกาสที่ดีครับที่จะได้เปิดประสบการณ์การเดินทางเส้นทางใหม่ๆ ที่เรียกได้ว่าไม่ค่อยซ้ำใครครับ เพราะตอนที่หาข้อมูล ยังไม่ค่อยเจอรีวิวคนที่เคยมาเที่ยวเส้นทางฉงชิ่งเท่าไรครับ

จีนคงเป็นประเทศที่หลายๆ คนกลัว หรือคงอาจจะรู้สึกเป็นกังวล ที่จะมาเที่ยวนะครับ เพราะหนึ่งเลยเรื่องห้องน้ำ ที่เล่าลือกันหรือเรื่องอื่นๆ ที่หลายๆ คนอาจจะมองคนจีนไปในทางที่ไม่ค่อยโอเคเท่าไร จากการที่ได้รับสื่อจากไทย แต่จากการที่ได้มาสัมผัสเมืองและสถานที่ต่างๆ ที่ไปในทริปนี้ ต้องเปลี่ยนความคิดเลยครับ เพราะเมืองเค้าสะอาด เมืองใหญ่ และเจริญมากครับ ห้องน้ำตามสถานที่ท่องเที่ยว สถานีรถไฟ อื่นๆ ก็สะอาดครับ ตลอดทั้งทริปผมไม่เจอห้องน้ำในตำนานเลยครับ

ทริปนี้ผมไปเยือนมาทั้งหมด 3 เมืองด้วยกันครับ นั่นคือ อู่หลงฉงชิ่ง และ ต้าจู๋ ทั้ง 3 เมืองนี้ก็สามารถเดินทางหากันได้โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครับจากฉงชิ่ง และสถานที่ๆ ผมไปมาในแต่ละวัน มีดังนี้ครับ

วันแรก (9 ก.ค. 2559)

– วันเดินทางจากกรุงเทพ ดอนเมือง ไป ฉงชิ่ง จีน

– ตลาดจีนโบราณ ฉือชี่โข่ว (Ciqikou Ancient Town) : เมืองฉงชิ่ง

– เดินทางต่อ จาก เมืองฉงชิ่ง (Chongqing) สู่ เมืองอู่หลง (Wulong)

– พักที่ : Yuzhu Graden Hotel เมืองอู่หลง 2 คืน

วันที่ 2 (10 ก.ค. 2559)

– อุทยานเขานางฟ้า หรือ Xian nu san (เซียงหนู่ซาน) : เมืองอู่หลง

– อุทยานหลุมฟ้า สะพานสวรรค์ (Three Natural Bridges National Geopark) : เมืองอู่หลง

วันที่ 3 (11 ก.ค. 2559)

– ถ้ำฝูหยง” (Furong Cave) : เมืองอู่หลง

– เดินทางกลับ จาก เมืองอู่หลง (Wulong) มาที่ เมืองฉงชิ่ง (Chongqing)

– สุกี้หม้อไฟเผ็ดร้อนสไตล์เสฉวน เมนูที่ต้องลอง ย่าน Time square : เมืองฉงชิ่ง

– พักที่ : Chongqing Aisha international apartment hotel เมืองฉงชิ่ง 2 คืน

วันที่ 4 (12 ก.ค. 2559)

– “มรดกโลกพระพุทธรูปหินแกะสลักริมผา” (Dazu Rock Carvings) และการสักการะเจ้าแม่กวนอิมพันมือแห่ง :เมืองต้าจู๋ (Dazu)

– สัมผัส Night life ที่ Chongqing time square เดินกินของอร่อยๆ ที่ Street food : เมืองฉงชิ่ง

– ชมวิว ถ่ายรูป และหาซื้อของฝาก ที่ Hong ya Dong (หงหยาต้ง)

วันที่ 5 (13 ก.ค. 2559)

– หาซื้อของฝากเพิ่มก่อนกลับ

– เดินทางกลับไทย

ต้องบอกเลยว่าที่เที่ยวแต่ละที่มันช่างสวยงาม ใหญ่ อลังการจริงๆ ครับ ก่อนมาก็พอรู้ข้อมูลมาอยู่แล้วครับว่าจีน ที่ท่องเที่ยวเค้าใหญ่โตอลังการ แต่ผมก็ไม่ได้มีโอกาสมาซักที ทริปนี้ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองแล้วบอกเลยว่าอลังการไม่ผิดหวังจริงๆ ทริปนี้ก็ถือว่าเป็นการมาผจญภัยต่างแดนที่มีเรื่องเล่า แปลกๆ ที่เจอ เยอะแยะมากมายครับ

การเตรียมตัวก่อนเดินทาง

1.วีซ่าจีน

ซึ่งการทำวีซ่าจีนผมไม่เล่าลงรายละเอียดมากนะครับ เพราะข้อมูลใน Google เยอะครับ พิมพ์หาไปเลยว่า “การทำวีซ่าจีน” ของผมขอวีซ่าแบบเข้าออกครั้งเดียว มีอายุ วีซ่า 3 เดือน อยู่ในจีนได้ไม่เกิน 30 วัน ขอแบบธรรมดาใช้เวลา 4 วันทำการก็ได้พาสปอร์ตมาครับ

– เอกสารที่ผมใช้ยื่น รูปถ่าย 2 นิ้ว พื้นหลังสีขาว ใบจองตั๋วเครื่องบิน ใบจองที่พัก และแบบฟอร์มการขอวีซ่า แค่นี้ครับ

– ค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าออกครั้งเดียว 1,000 บาทสำหรับ ค่าบริการศูนย์รับยื่น 500 บาท รวมเป็นทั้งหมดก็ 1500 บาท(แบบ 4 วันทำการ)

– สถานที่ตั้งของศูนย์วีซ่า : อาคาร ธนภูมิ ชั้น 5 เลขที่ 1550 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ มักกะสัน กรุงเทพฯ 10400

ผมรับวีซ่ามาวันศุกร์ที่ 8 ก.ค. พอเสาร์เช้า วันที่ 9 ก.ค. ก็เดินทางเลยครับ ได้วีซ่ามาแบบสดๆ ร้อนๆ วีซ่าจีนขอไม่ยากครับ

2.ปลั๊กไฟ และการนำอุปกรณ์ไฟฟ้าไปใช้ที่จีน

ทุกที่ผมไปอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไทย สามารถนำไปเสียบใช้ได้เลยครับ ไม่ต้องใช้ตัวแปลงไฟหรือตัวแปลงหัวปลั๊กแต่อย่างใด เพราะปลั๊กไฟจีน จะมีเต้าเสียบ 2 แบบ ให้เลือกเลยครับ แบบปลั๊กไฟบ้านเราก็มี กับแบบ 3 ขา ก็มี ลองค้นภาพดูใน Google ว่า “ปลั๊กไฟจีน” นะครับ

3.การใช้งานอินเตอร์เน็ต

ที่จีนจะบล็อก พวก Social media ต่างๆ ที่คนไทยมักใช้กันครับ เช่น Facebook , Line ,Youtube และอื่นๆ ครับ ดังนั้นหากใครอยากใช้งานได้ มันก็มีวิธีแก้ครับ

3.1. ทำการเปิด Data Roaming ไปจากไทย ก็จะสามารถใช้ได้ทั้งหมด ราคาก็แตกต่างกันตามเครือข่ายที่ใช้งาน

3.2. ถ้าเราจะไปใช้ Wifi หรือ ไปซื้อ Sim ที่จีนใช้ ก็ให้ทำการโหลด App VPN ไว้ในมือถือก่อนเดินทางไปจีนนะครับ ไปถึงจีนเมือเชื่อมต่อเครือข่ายแล้วก็ให้เปิดใช้งาน App VPN ก็จะสามารถเล่นได้ครับ

ขั้นตอนการเตรียมตัวคร่าวๆ สำหรับการเดินทางไปจีนก็ประมาณนี้ครับ ส่วนการเตรียมตัวอย่างอื่นก็เหมือนกับการเดินทางไปต่างประเทศอื่นๆ ครับ

******************************************************************************************************

มาเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่าครับ

— วันแรก (9 ก.ค. 2559) —

วันนี้เราบินไปฉงชิ่งกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย เส้นทาง ดอนเมือง(DMK) – ฉงชิ่ง(CKG) Flight : FD556 เวลา 6.20 – 10.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นครับ ใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมง แอร์เอเชียมีบินไปฉงชิ่ง 2 เที่ยวบิน/วัน นะครับ แต่ผมเลือกบินเป็นเที่ยวบินเช้า จะได้มีเวลาเที่ยวเยอะๆ ครับ

           มาถึงสนามบินดอนเมืองก็รีบไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์แถวที่ 2 เลยครับ โหลดกระเป๋าได้ตั๋วมาเรียบร้อยก็ตรงดิ่งไปรอที่หน้าเกทเลย พอได้เวลาขึ้นเครื่องก็ต้องนั่งบัสไปขึ้นเครื่อง เที่ยวบินนี้ออกตรงเวลาเลย บินเที่ยวบินเช้าแบบนี้ขึ้นเครื่องได้ก็สลบกันเกือบทั้งลำ เสียงเงียบมากตลอดเที่ยวบิน ส่วนใครที่สั่งอาหารไว้พอเครื่องขึ้นได้ระดับไม่นานลูกเรือก็จะเดินเสริฟอาหารครับ กินเสร็จก็ขอหลับกับเค้าบ้าง

         บินมาประมาณ 3 ชั่วโมง ก็มาถึงที่สนามบิน นานาชาติฉงชิ่งเจียงเป่ย์ เมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน เดินออกมาก็ งงๆ ไปไหนดี ฮ่าๆ สรุปก็เลยเลือกที่จะนั่งรถบัสเข้าเมืองครับ วันแรกนี้ผมจะเดินทางไปเมืองอู่หลงเลยครับ แต่ช่วงกลางวันนี้ก่อนไปเมืองอู่หลง วางแผนกันว่าจะไปเดินที่ตลาดจีนโบราณ ฉือชี่โข่ว แต่เดี๋ยวเราต้องหาทางเข้าเมืองกันก่อนครับ

วิธีเดินทางออกจากสนามบินเข้าเมืองฉงชิ่ง

1.โดยรถบัส เดินออกมาจากอาคารจะเจอรถบัสที่รับส่งฟรีระหว่างอาคารภายในประเทศ และต่างประเทศ จอดอยู่ ขึ้นไปลงอาคารภายในประเทศ พอลงมาแล้วก็จะเจอตู้ขายตั๋วที่เขียนว่า Chongqing Airport bus ticket ผมซื้อตั๋วไปลงที่ป้ายสถานี Zhong dian zhan(จงเตี่ยนจ่าน) ราคา 15 หยวน ครับ ***ผมใช้วิธีนี้ครับ ขาเข้าเมือง

2.โดยรถไฟฟ้า (ซึ่งมาค้นพบตอนขากลับ) เดินออกมาจากอาคาร แล้วให้เลี้ยวซ้ายเดิน เลียบไปข้างๆ ถนนเส้นหลังหน้าสนามบิน แล้วจะเจอป้าย Jiangbei Airport Station Light Railway จากนั้นเดินตามลูกศรไปได้เลยครับ เดี๋ยวก็จะเจอสถานีรถไฟครับ ค่ารถไฟเข้าเมืองถูกมาก ประมาณ 6 หยวน แค่นั้นเองครับ นั่งประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วแต่ว่าลงสถานีไหนนะ

          พอเข้ามาถึงสถานี Zhong dian zhan(จงเตี่ยนจ่าน) ในเมืองได้เรียบร้อย ลงรถบัสมาได้นี่ไอร้อนมาเลยครับ เมืองฉงชิ่งหน้าร้อนนี่ก็ร้อนไม่แพ้ไทยเลยทีเดียว แนะนำว่าถ้าอยากมาอากาศสบายๆ ให้มาช่วงเดือนกันยาเป็นต้นไปครับ จากนั้นก็พาเดินหาข้าวกินก่อนครับ ร้านแถวป้ายรถประจำทางที่ผมลง มีรานอาหารเยอะ อยากกินอะไรก็ชี้ ชี้ ชี้ ครับ ฮ่าๆ มื้อนี้สรุปคาเสียหาย 37 หยวน อาหารที่นี่ก็จะมันๆ ครับ ทุกเมนูเต็มไปด้วยน้ำมัน แต่รสชาติใช้ได้นะครับ

กินมื้อเที่ยงเสร็จก็เรียกแท็กซี่ ไปตลาดจีนโบราณเลยครับ ค่าแท๊กซี่ไป 31 หยวน

>>> ตลาดจีนโบราณ ฉือชี่โข่ว (Ciqikou Ancient Town)

การเดินทาง

– ถ้าอยู่ในเมืองก็เรียกแท๊กซี่ได้เลยครับ ไม่ไกล หรือจะนั่งรถบัสสาย 202 หรือจะนั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานี Ciqikou ทางออก 1 ก็ได้ครับ

          มาถึงตลาดจีนโบราณ ตอนช่วงบ่ายๆ นี่แดดเปรี้ยงเลยครับ แต่คนก็มาเดินเยอะเลย อาจจะเป็นเพราะวันนี้เป็นวันเสาร์ด้วย ตลาดขายของหลากหลายมาก หลักๆ เลยน่าจะเป็นของกินครับ เดินได้ซักพักเริ่มรู้สึกร้อนไม่ไหวละ หาร้านนั่งดีกว่า เดินมาข้างหน้าตลาด เจอร้านน้ำแข็งใส แบบจีนๆ ซึ่งแปลกมากเลย สำหรับผม คือเครื่องมันเยอะมาก ตอนแรกก็เข้าใจว่าให้เลือกซัก 2 3 อย่างเหมือนบ้านเรา แต่ที่ไหนได้ เค้าตักให้เกือบทุกอย่างเลย ถ้าเราบอกไม่เอาอันไหนเค้าก็จะไม่ตักให้ ตอนนั้น แบบลุ้นๆ รสชาติว่ามันจะออกมาเป็นยังไง แต่ดูท่าแล้วไม่อร่อยแน่ๆ เพราะผสมหลายอย่างเหลือเกิน แต่พอได้มากินก็ ไม่เลวครับ ผมกินเกลี้ยงเลย

        เสร็จจากตลาดจีนโบราณ ก็ได้เวลาเดินทางไปเมืองอู่หลง เดี๋ยวเรียกแท๊กซี่เลย ง่ายดี ตอนนั้นก็ยังไม่รู้เลยครับ ว่าจะไปโดยรถไฟหรือรถบัสดี ถามแท๊กซี่ ก็บอกว่า รถไฟอาจจะหมดแล้วรึป่าวเพราะตอนนี้ก็เย็นๆ แล้ว ตอนนั้นก็งั้นเดี๋ยวไปถามรถบัสแล้วกัน โดนค่าแท๊กซี่ไป 61 หยวน พอดีสถานีรถไฟกับรถบัสมันอยู่ตรงข้ามกัน แท๊กซี่ก็เลยบอกว่าลองไปถามรถไฟดูก่อนก็ได้ว่าหมดรึยัง พวกผมก็เลยลองเดินไปถามดู

จาก Chongqing – Wulong

การเดินทาง : โดยนั่งแท๊กซี่ไปลที่สถานีรถไฟ Chongqing hua che bei zhan (ฉงชิ่งหัวเชอเบ่ยจ่าน) และซื้อตั๋วไปลงสถานีอู่หลง (Wulong)

ไปซื้อตั๋วที่ Ticket Hall นะครับ ระหว่างที่ต่อแถวรอซื้อตั๋วอยู่ มีบางเคาน์เตอร์ที่ปิด เพราะ จนท เลิกงาน ดังนั้นใครจะซื้อตั๋วรถไฟมาให้ไวนะครับ เพราะเคาน์เตอร์ขายตั๋วที่นี่จะทยอยปิดช่วง 5-6 โมงเย็นครับ สุดท้ายก็ได้ตั๋วไปอู่หลงครับ ราคา 24.5 หยวน ลงที่สถานี Wulong อู่หลง แต่ได้รถไฟรอบ 20.55 น. เหลืออีกเกือบ 3 ชั่วโมงก็เลยไปหาที่นั่ง รอ และหาข้าวกินรอครับ มาที่ร้านข้าว คนขายมีการมาถามมาจากไหนทำไมฟังภาษาเค้าไมฟังภาษาเค้าไม่รู้เรื่อง คือบางส่วนที่นี่เค้าก็ไม่ได้พูดจีนกลางครับ แต่พอดีน้องที่มากับผมพูดจีนกลาง ได้ พอเค้ารู้ว่ามาจากไทยเค้าก็ยิ้มแย้ม หัวเราะครับ คนที่นี่ดูอัธยาศัยดีนะครับ ยิ่งถ้าใครพูดภาษาเค้าได้เค้าจะชวนคุยนั่นนี่ ถามอะไรก็ช่วยเหลือดีครับ

         ใกล้ๆ ได้เวลาจะต้องขึ้นรถไฟ แล้ว ก็เลยเดินขึ้นไปรอที่เกท แต่งานเข้า รถไฟขบวนที่ผมจะขึ้น จอขึ้นว่ายังไม่ทราบกำหนดการมาถึงที่แน่นอน ตอนนั้นผมยิ่งกลัวว่าจะไปถึงที่พักที่จองไว้ดึก สรุปก็คือต้องถึงดึกมากๆ แน่ๆ กว่ารถไฟเจ้ากรรมจะมาก็ประมาณ 22.20 น. ครับ เลทไปเกือบชั่วโมงครึ่ง ไม่แน่ใจว่ามีปัญหาอะไร ตั๋วที่ผมซื้อมาทราบตอนขึ้นรถไฟว่าเป็นตั๋วยืน ดังนั้นท่านใดมาให้แจ้งว่าขอเป็นตั๋วที่ระบุเลขที่นั่งเลยนะครับ เพราะใช้เวลาเดินทางเกือบ 3 ชั่วโมงเลยครับ

          พอมาถึงอู่หลงประมาณ 01.00 น. ครับ เดินออกมาจากสถานีแท็กซี่ก็จอดรอเต็มเลยครับ เพราะเวลานี้รถประจำทางหมดแล้ว ค่ารถแท็กซี่ยามนี้ไปโรงแรมที่ผมพักก็ 10 หยวนครับ นี่เป็นราคาอัพแล้วช่วงกลางคืนนะครับประมาณ 50 บาท เท่านั้นเองถูกมาก แท็กซี่ก็ชวนคุยตลอดทางครับ พอเค้ารู้ว่าพวกผมเป็นคนไทยก็ดูตื่นเต้นใหญ่ เค้าให้พวกผมจ่ายค่าแท็กซี่เป็นเงินไทยครับ เค้าอยากได้เก็บไว้ ตอนถึงโรงแรมมีให้เบอร์ไว้ด้วย ถ้าหลงหรือจะถามทางให้โทรหาเค้าได้เลย

เรามาพัก เมืองอู่หลง กัน 2 คืน ชื่อที่พัก : Yuzhu Graden Hotel

ราคาห้องพักของผมสำหรับ 2 คน คืนละ 289 หยวน (หรือประมาณ 1,517 บาท) รวมอาหารเช้าครับ

        ระหว่างนั่งแท็กซี่มา คนขับบอกเราว่าโรงแรมนี้เป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของเมืองอู่หลงเลยครับ เดินเข้ามาตรง Reception เห็นพนักงานนอนอยู่ตรงเก้าอี้ รอเราอยู่ครับ เพราะโทรมาบอกก่อนแล้วว่าน่าจะถึงดึก

ห้องพักดีมากครับ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบ ห้องกว้าง หลังห้องได้เห็นวิวแม่น้ำครับ แต่ระวังเรื่องการเปิดทีวี นะครับ บางช่วงแค่กดเข้าไปก็เสียเงินค่าดู 20 หยวนครับ

คืนนี้ก็เหนื่อยกับการเดินทางกันมาทั้งวันครับ นอนดีกว่า

— วันที่ 2 (10 ก.ค. 2559) ณ เมืองอู่หลง —

วันนี้ตื่นลงมาทานข้าวเช้าที่โรงแรมตอนประมาณ 8 โมงครับ อาหารก็มีให้เลือกพอสมควร ไม่เยอ ไม่น้อยครับ รู้สึกถูกใจกับหมี่น้ำของที่นี่มากครับ อร่อย พูดแล้วก็อยากกินอีก อยู่นี่เจอน้ำส้มร้อน รู้สึกอเมซิ่งมากครับ พึ่งเคยเจอน้ำส้มร้อน นมก็ร้อนครับ ปกติบ้านเราตรงที่กดน้ำมันก็จะเป็นน้ำเย็น แต่ที่นี่ร้อนครับ 555 แปลกดี

      โอเค ทานมื้อเช้าเสร็จ เรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่ สถานีรถบัสอู่หลงครับ เดินทางไปเที่ยวกันต่อครับวันนี้ รู้สึกอเมซิ่งมากกับแท๊กซี่ที่นี่มากครับ เพราะทางเดียวกันไปด้วยกัน ถ้ามีที่นั่งว่าง เค้าก็จอดรับคนอื่นขึ้นมาด้วยครับ ใช้ทรัพยากร คุ้มค่าจริงๆ 555

มาถึงสถานีอู่หลง ก็เข้าไปซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วได้เลยนะครับ ช่องไหนก็ได้ แล้วก็เดินไปขึ้นรถได้เลยถ้าหารถไม่เจอก็เอาตั๋วให้ จนท ดูนะครับ และที่แรกที่เราจะไปในวันนี้คือ อุทยานเขานางฟ้า Xian nu san(เซียงหนู่ซาน)

>>> อุทยานเขานางฟ้า Xian nu san(เซียงหนู่ซาน

          อุทยานท่องเที่ยวทางธรรมชาติระดับ 4 A ของประเทศจีน มีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามทางธรรมชาติที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดู จนได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่ง 4 สิ่งมหัศจรรย์ คือ มีป่าไม้หนาแน่น มียอดเขาประหลาด มีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และมีลานหิมะในฤดูหนาว ปกติภูเขานางฟ้าเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์อันดับ 1 ทางภาคใต้ของประเทศจีน

การเดินทาง

นั่งรถตู้จากสถานีรถไฟฟ้าอูหลง (ตั๋วใบละ 9 หยวน) นั่งรถประมาณ 40-50 นาที ไปลงที่สถานี Xian nu san(เซียงหนู่ซาน) จากนั้นทำการต่อรถตู้ที่จอดอยู่ด้านหน้าเลยครับ จะมีคนคอยเรียกอยู่ว่าไปที่นี่ไหม แล้วนั่งรถตู้ต่อไป ตั๋วใบละ 10 หยวน ขับไปจะเจอทางเข้าอุทยานครับ ใครยังไม่มีตั๋ว รถตู้จะจอดให้เราลงไปซื้อตั๋วค่าเข้าอุทยานก่อนคนละ 60 หยวนครับ จากนั้นก็ขับไปต่อจนถึงลานจอดรถ

***ปล. สามารถนั่งรถตู้ที่นั่งมาจากสถานีอู่หลงไปลงอุทยานเขานางฟ้า Xian nu san(เซียงหนู่ซาน) ได้เลยครับ ไม่ต้องลงมาต่อรถที่สถานี Xian nu san(เซียงหนู่ซาน) อีกครับ



Booking.com

        จริงๆ ที่นี่ไม่ได้อยู่ในแผนของพวกผมเลยนะครับ โดนรถตู้เรียกขึ้น ถามว่าจะมาที่นี่ไหม พวกผมก็มาก็ได้ 555 มาแบบ งงๆ แต่มาแล้วก็รู้สึกประทับใจครับ เพราะที่นี่สวยมากจริงๆ ครับ แนะนำให้มามากๆ

           ขากลับนั่งรถตู้สายเดิมมาลงที่ ลงที่สถานี Xian nu san(เซียงหนู่ซาน) เหมือนขามาได้เลยครับ ใครจะกลับอู่หลงก็ขึ้นรถตู้ที่จอดตรงถนนด้านหน้าได้เลย ส่วนใครจะไปอุทยานหลุ่มฟ้าต่อก็เข้าไปซื้อตั๋วในอาคาร 3 เหลี่ยมนะครับ เดี๋ยวเราเข้าไปซื้อตั๋วกันครับ เพราะเราจะไปต่อ

>>> “อุทยานหลุมฟ้า สะพานสวรรค์” (Three Natural Bridges National Geopark) หรือ Tian sheng Sanqiao (เทียนเซิงซานเฉียว)

มรดกโลกทางธรรมชาติที่มีความสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งครับ เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก ทำให้เกิดเป็นบ่อหลุมขนาดใหญ่ที่ลึกประมาณ 300-500 เมตร และมีบางส่วนเป็นโพรงทะลุเหมือนกับสะพานทอดข้ามระหว่างภูเขาอยู่ 3 แห่งด้วยกัน จึงถูกเรียกว่าสะพานสวรรค์ ครับ และที่นี่ยังเป็นฉากถ่ายภาพยนตร์ Transformer 4 และอีกหลายๆ เรื่องทั้งละคร และภาพยนตร์ ครับ

การเดินทาง

ถ้าจากอู่หลงมาก็นั่งรถบัสมาลงสถานี Xian nu san(เซียงหนู่ซาน) ที่เป็นอาคารสามเหลี่ยมครับ เข้าไปซื้อตั๋วในอาคาร ไป อุทยานหลุมฟ้า ได้เลยครับ ราคาตั๋วรวมค่าเข้าอุทยานจะราคา 138 หยวน แบ่งเป็นค่าเข้าอุทยาน 135 หยวน และค่ารถบัสไปกลับ 3 หยวน ครับ นั่งรถบัสไปไม่ไกลครับ ประมาณสิบกว่านาที ก็ถึงครับ

         พอมาถึงก็ใช้ตั๋วที่ได้มาผ่านประตูเข้าไปได้เลยครับ เดินเข้าไปก็จะเจอจุดที่เราต้องต่อแถวเพื่อขึ้นลิฟท์ ลงไปด้านล่างครับ พอไปถึงด้านล่างก็จะเป็นจุดที่เริ่มต้นการเดินเท้าในการชมอุทยานครับก็เดินตามทางไปเรื่อยๆ ถ้าใครไม่อยากเดิน ก็ใช้บริการนั่งเสลี่ยงได้ แต่ไม่แน่ใจว่าราคาเท่าไรนะครับ ลืมถามมาให้

         ที่นี่ต้องบอกเลยว่าใหญ่โต อลังการและสวยงามจริงๆ ครับ เดินลงมาซักพัก ก็จะเจอโรงเตียมเก่าๆ ซึ่งเป็นจุดแวะพักของคนเดินทางในสมัยก่อน ถือเป็นอีกมุมไฮไลท์ สำหรับการถ่ายรูปของที่นี่เลยครับ

ตลอดทางเดินชมอุทยาน สวยงามมากๆ ครับ มีทั้งน้ำตกเล็กๆ ทางเดินเลียบน้ำ ก็สวยดีครับ

ส่วนขากลับตรงทางออกเดินออกมาก็จะเจอรถกอล์ฟสำหรับพาคนขึ้นมาลานจอดรถ ราคารู้สึกจะคนละ 15 หยวนมั้งครับ แต่ผมเลือกที่จะเดินมา เพราะนึกว่าไม่ไกล แต่ที่ไหนได้ ไกลครับ แนะนำให้ยอมจ่ายและนั่งรถกอล์ฟขึ้นมาดีกว่าครับ พอมาถึงลานจอดรถด้านบนก็จะมีรถบัสเหมือนขามาจอดอยู่ เราก็เดินไปขึ้นเพื่อกลับไปสถานี Xian nu san(เซียงหนู่ซาน) ที่เป็นอาคารสามเหลี่ยมได้เลยครับ

พอมาถึง Xian nu san(เซียงหนู่ซาน) แล้วก็เดินออกมาต่อรถตู้ที่ด้านหน้าถนนเพื่อกลับอู่หลงกันต่อครับ รถตู้ที่นี่คนเต็มก็ออกครับ ตอนนั้นถามเค้าว่ารถหมดกี่โมง เค้าบอกว่า 6 โมงเย็น แต่รถที่ผมนั่งมาตอนนั้นมันทุ่มหนึงครับ เค้าบอกว่าคันนี้เป็นเก็บตก 555 ก็ไม่รู้จะเชื่อได้ไหม คิดว่าถ้ามีคนเค้าก็น่าจะขับรถมาส่งอีกครับ แต่ทางที่ดีก็อย่าเที่ยวกลับมาจนเย็นมากครับ เดี๋ยวไม่มีรถกลับแล้วจะงานเข้า

         กลับมาถึงสถานีอู่หลังก็เกือบๆ 2 ทุ่มครับ หน้าร้านกินมื้อเย็นที่หน้าสถานีเลย มื้อนี้จัดหนักเป็นขาหมูหม้อไฟครับ ไปกัน 2 คน แต่หม้อนี้น่าจะกินได้ 3-4 คนเลยครับ นี่หม้อเล็กสุดแล้วนะครับ 555 ทางร้านต้อนรับและบริการดีมากครับ เต็มใจขายเต็มใจรับลูกค้าสุดๆ อาหารมื้อนี้รวมน้ำ ค่าเสียหายทั้งหมด 89 หยวน ครับ

จากนั้นก็นั่งแท็กซี่กลับที่พักครับ ค่าแท็กซี่ถูกมาก 2 คน 4 หยวนเองครับ ประมาณ 22 บาทไทย แค่นั้นเองครับ จบการเที่ยวของวันที่ 2 พักผ่อนครับ ฮ่าๆ

— วันที่ 3 (11 ก.ค. 2559) — ยังอยู่กันที่ เมืองอู่หลง

วันนี้เราจะเดินทางกลับไปที่ฉงชิ่งครับ แต่เรายังจะพาเที่ยวต่อกันที่เมืองอู่หลง อีก 1 สถานที่ครับ เช้านี้ตื่นแต่เช้ารีบลงมาทานมื้อเช้าครับ แล้วก็กลับขึ้นไปเก็บกระเป๋าเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเลย เรียกแท็กซี่ให้ไปว่งที่สถานีรถบัสอู่หลงครับ เดี๋ยวจะเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่สถานีรถบัสเลยครับ ง่ายดี

พอเข้าไปในสถานีที่ฝากกระเป๋าจะอยู่ด้านขวามือนะครับ ฝาก 2 กระเป๋ารับภายในวันนี้ เสียค่าฝากไป 15 หยวนครับ ที่นี่ฝากข้ามคืนได้นะครับ ถามมาให้แล้วแต่เรทราคาไปถามกันอีกทีนะครับ อาจจะขึ้นกับขนาดกระเป๋าด้วย จากนั้นไปซื้อตั๋วขึ้นรถบัสกันครับ

>>> “ถ้ำฝูหยง” (Furong Cave)

ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติระดับ 4A นับว่าเป็นถ้ำที่ใหญ่และซับซ้อนที่สุดถ้ำหนึ่งของโลกและเป็นเพียงถ้ำเดียวของจีนที่เป็นมรดกโลก ถ้ำฝูหยงยาวถึง 2,846 เมตร และมีส่วนกว้างถึง 30-50 เมตร ภายในถ้ำมีสามส่วน แต่เปิดให้เข้าชมส่วนเดียว อีกสองส่วนยังอยู่ในการสำรวจทางธรณีวิทยา เนื่องจากสันนิษฐานว่าถ้ำนี้เกิดขึ้นเมื่อ 500 ล้านปีที่ผ่านมา มีพื้นที่ใกล้เคียงแผ่กระจายไปทั่วพื้นที่ถึง 20 ตร.กม. มีส่วนลึกที่สุดถึง 920 เมตร ซึ่งลึกที่สุดในเอเซีย ในส่วนที่เปิดให้เข้าชมนั้นมีชนิดของหินงอกหินย้อยกว่า 30 ชนิด เช่น หินน้ำตก หินปะการัง หินฟันสุนัข หินดอกไม้ หินผลึกยิปซั่ม แต่ละเสาแต่ละกิ่งมีขนาดที่ใหญ่มาก บอกได้เลยว่าไม่เคยเห็นขนาดใหญ่เท่าที่นี่มาก่อนเลย มีอายุกว่า 1.2 ล้านปี เลยทีเดียว

ที่มาของข้อมูล : https://goo.gl/zO3mnI

การเดินทาง

เริ่มต้นที่สถานีรถบัสอู่หลง ทำการนั่งรถบัสสีเขียวสายอู่หลง- เจียงโค่ว(Jiangkou) ที่จอดตรงสามแยกด้านหน้าอาคารสถานีรถบัสนะครับ ไม่ต้องไปซื้อตั๋วในอาคารนะครับ อันนี้ไปจ่ายบนรถได้เลย ถ้าหันหน้าออกจากอาคารจะอยู่ทางซ้ายมือเราครับ ราคาตั๋วไปสถานีเจียงโค่ว(Jiangkou) 4 หยวน นั่งรถประมาณ 40-50 นาทีครับ เป็นสถานีสุดสายเลยซึ่งซ้ายมือจะเป็นสถานีตำรวจ ขวามือจะเป็นโรเรียนครับ ตอนนั้นคนลงกันหมดรถละ แต่พวกผมยังนั่งกันอยู่ เพราะนึกว่ายังไม่ถึง แต่ตอนคนลงทุกคนก็มองมาทางพวกผม ตอนนั้นเริ่มสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างแล้วครับ 555 ซักพักคนขับรถก็บอกให้พวกผมลงแล้วชี้ไปที่รถตู้ที่จอดอยู่ตรงนั้น

        จากนั้นก็นั่งรถตู้ที่จอดรออยู่ตรงนั้นเลยครับ ราคาไปกับจะคนละ 10 หยวน (เก็บตั๋วไว้ดีๆ นะครับ ถ้าทำตั๋วหายขากลับต้องจ่ายเงินใหม่ครับ) รถตู้จะไปส่งที่อาคารขายตั๋ว ครับเราก็เข้าไปซื้อตั๋วก่อน ราคา 120 หยวน จากนั้นก็เดินออกมาขึ้นรถบัสที่จอดอยู่ด้านหน้าอาคารเพื่อที่จะขึ้นไปบนถ้ำครับ ตรงนี้ไม่ต้องจ่ายค่าตั๋วเพิ่มนะครับ ขึ้นไปได้เลย ระหว่าทางขับขึ้นไปก็ทั้งเสียวทั้งสวยเลยครับ เพราะรถขับขึ้นเขา มองเห็นวิวสวยงามเลยทีเดียว

          ทางเข้าถ้ำเป็นทางเล็กๆ เข้าไปครับ ช่วงแรกที่เห็นหินงอกหินย้อยประดับไฟ ช่วงที่เจอช่วงแรกๆ ของทางเข้าตอนนี้ก็รู้สึกตระการตา มากแล้วครับ ถ่ายรูปกันรัวๆ เลย แต่ที่ไหนได้ ข้างในยิ่งมีแต่สวยๆ ใหญ่โต ทั้งนั้นเลยครับ

          ถ้ำมีความใหญ่ และยาวมาก เดินจนรู้สึกว่าเมื่อไรจะถึงทางออก แต่ดีที่ภายในถ้ำไม่ร้อนครับ อากาศเย็นๆ เดินได้เรื่อยๆ และตลอดทางก็มีหินงอกหินย้อย สวยๆ ให้ชม ตลอดทาง

          ถ้ำนี้มันใหญ่โตอลังการจริงๆ นะครับ รูปที่ถ่ายมาไม่สามารถอธิบายของจริงๆ ที่ได้ไปเห็นได้เลยครับ ระหว่างเดินดูก็รู้สึกว่าคนที่มาค้นพบนี่เก่งมากเลยนะ แล้วทางการจีนเค้าก็พัฒนาทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีทางเดินสะดวกสบาย ตกแต่งไฟ และเสียงไว้ตามจุดต่างๆสวยงาม และได้บรรยากาศสำหรับการเดินเที่ยวมาๆ ครับ คือเค้าทำดีมากๆ

มาถึงขากลับ ตอนออกมาจากถ้ำจะเป็นคนละทางกับทางที่เข้าถ้ำนะครับ ขากลับต้องเสียเงินซื้อตั๋วเพื่อนั่งกระเช้าลงนะครับ เพราะรถบัสมาส่งอย่างเดียวไม่รับกลับครับ เหมือนบังคับให้ไปขึ้นกระเช้ากลับยังไงไม่รู้ ที่ซื้อตั๋วกระเช้าจะอยู่ตรงทางเข้าถ้ำ ก็ต้องเดินย้อนกลับไปซื้ออีก รู้อย่างนี้ซื้อไว้ตั้งแต่ตอนก่อนเข้าถ้ำก็ดีครับ ค่ากระเช้าคนละ 40 หยวน แต่ก็ถือว่าได้นั่งกระเช้าและชมวิวที่สวยไปอีกแบบครับ

          นั่งกระเช้ามาถึงอาคารที่ขายตั๋ว ก็เดินออกไปด้านหน้าซ้ายมื้อ เพื่อรอรถตู้กลับไปที่ สถานีเจียงโค่ว ครับ ตรงมุ่มตึกจะมีเบอร์รถตู้ติดอยู่นะครับ ถ้ารอนานแล้วไม่มา ก็ให้โทรตามครับ ขากลับรถตู้จะมาจอดที่ สามแยกเจียงโค่ว ครับตรงนี้ก็จะมีรถบัสกลับอู่หลงจอดรออยู่เลยครับ เราก็เดินขึ้นไปตามๆ คนอื่นได้เลย ส่วนใหญ่ก็จะไปที่เดียวกันครับ

          กลับมาถึงสถานีรถบัสที่อู่หลง จัดการรับกระเป๋าที่ฝากไว้ แล้วก็จัดการซื้อตั๋วรถบัสไป ฉงชิ่งด้เลยครับ ซื้อที่เคาน์เตอร์ในอาคารได้เลย ค่ารถบัสคนละ 60 หยวนครับ จากนั้นไปขึ้นรถบัสได้เลย หาไม่เจอก็ถาม จนท ตรงนั้นนะครับ ว่าบัสคันไหน รถบัสที่นี่ไม่มีเวลาออกที่แน่นอนนะครับ คนเต็มคันเค้าถึงจะออกรถครับ ตอนผมขึ้นนั่งรอบนรถประมาณ 30 นาทีครับ กว่าคนจะเต็ม รถออกประมาณบ่าย 2 ครับ เกือบๆ 4 โมงเย็นก็มาถึงฉงชิ่งครับ

      รถบัสมาจอดที่สถานีรถบัสกงหลีลงรถบัสมาก็งงๆ ว่าที่นี่คือที่ไหน ฉันอยู่ที่ไหน (พูดกับตัวเองเป็นสำเนียงฝรั่งพูดไทยไม่ชัด 555) สรุปก็เลยเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่พักเลยครับ ค่าแท็กซี่ 40 หยวน

เมืองฉงชิ่ง เราพัก 2 คืน ชื่อที่พัก : Chongqing Aisha international apartment hotel

ห้องพักดีมากครับ เป็นห้องอพาร์ทเม้นท์ คืนละ 138 หยวน ไม่มีอาหารเช้านะครับ

           มาถึงตึกแล้วโทรให้ เจ้าของที่พักเค้าลงมารับครับ เจ้าของผู้ชายพูดภาษาอังกฤษได้ แต่คนที่มารับพวกผมเป็นผู้หญิงครับ ชวนคุยแนะนำดีมาก เค้าพาพวกผมเอาของไปเก็บบนห้องก่อนแล้วค่อยลงมาชั้น 2 เพื่อเช็คอินครับ ตอนลองมาเช็คอิน ก็เลยถามเกี่ยวกับที่เที่ยวเค้าครับ ว่าถ้าจะไป “Yuyang Longgang” ทางเดินกระจกลอยฟ้าที่ยาวที่สุดในโลก จะไปยังไง ทางเจ้าของเค้าดีมากครับช่วยหาข้อมูลให้ ถ้าไปเองเค้ากลัวพวกผมจะกลับมาไม่ทันไฟล์ทบินกลับครับ เพราะไปที่นี่ต้องมีเวลา 2 วันเต็มๆ เลย แต่พวกผมเหลือวันเที่ยวกันประมาณวันครึ่ง ซึ่งไปเองไม่ทันแน่ๆ

เจ้าของเค้าก็เลยลองโทรถามทัวร์ให้ เพราะมันจะมีทัวร์จากฉงชิ่งไปด้วยครับ แต่เป็นทัวร์ 2 วัน ไปนอนที่โน้นคืนหนึง เพราะเดินทางไปก็ประมาณ 5 ชั่วโมงแล้วครับ แต่ทางทัวร์ก็ไม่กล้ารับพวกผมครับ เพราะกลัวมาส่งไม่ทันขึ้นเครื่อง สรุปก็เลยต้องตัดที่นี่ออกไป เสียดายมากครับ เป็นที่ๆ อยากไปมาก สงสัยจะได้กลับมาเที่ยวที่ฉงชิ่งอีก ประทับใจเจ้าของที่พักมากเลยครับ เค้าช่วยเหลือดีครับ

โอเค เช็คอินเสร็จขึ้นห้องไปพักกันซักแป๊ปครับ ก่อนจะออกไปเดินเที่ยวต่อที่เมืองฉงชิ่ง วันนี้เราตั้งใจจะไปหาสุกี้หม้อไฟเผ็ดร้อน สไตล์เสฉวน เห็นบอกถ้ามาที่นี่ต้องมาลองชิมให้ได้ วันนี้ก็เลยนัดกันกับพี่คนไทยที่เจอกันบนเครื่องบินขามาครับ มากินด้วยกันครับ กินหลายๆ คนจะได้อร่อยๆ

>>> เจอกันที่ Chongqing Time square

การเดินทาง

นั่งรถไฟ Metro ไปลงที่สถานี Linjiangmen ออกทางออก D ครับ ออกมาแล้วก็หันหลังมาจะเจอแยกมองมาก็จะเห็นหอนาฬิกา ก็คือย่าน time square นี้เองครับ แถวนี้มีซอยให้เดินเที่ยวเยอะครับ

เราพากันเดินไปทาง Street food เดินตรงไปอีกด้านของหอนาฬิกาครับ พอเจอแยกก็เลี้ยวขวา เดินตรงไปเรื่อยๆ ก็จะเจอ Street food ขายของกินต่างๆ มากมายครับ คนเดินเยอะเลยทีเดียว มองไปสุดซอยเจอร้านสุกี้พอดี มี 2 ร้านครับ ร้านหนึงดูหรูๆ หน่อย (ร้านที่ 2 ตามรูป) ส่วนอีกร้านดู Local เราก็เลยเลือกร้านที่ดู Local ครับ(ร้านที่ 1 ตามรูป) 555 ร้านต้องเดินลงบันใดเลื่อนไปครับ จะมีป้ายและรูปอยู่ครับ ตรงนั้นมีคนของร้านคอยเรียกลูกค้าอยู่ด้วย

       ร้านเค้ามีน้ำซุปหลายแบบนะครับ แอบมองเห็นโต๊ะข้างๆ กิน แต่โต๊ะผมขอเป็นน้ำซุปแบบเผ็ดเลยแล้วกันครับ มาทั้งทีต้องลองแบบต้นฉบับ ส่วนอย่างอื่นก็สั่งมาได้ครับ หม้อน้ำซุปเค้าใหญ่มากกก เป็นเหมือนกระทะทำกับข้าวบ้านเราเลยครับ ทางร้านคือดูแลโต๊ะพวกผมเป็นพิเศษครับ เพราะดูท่าทางแล้วเหมือนจะกินกันไม่ค่อยเป็นครับ 555 มาช่วย ตักนั่น ตักนี่ให้ ตอนลองชิมคำแรกต้องบอกว่าน้ำซุปเผ็ดแสบปากมากครับ และก็จะมีกลิ่นหรือรสอะไรไม่รู้ครับ ซักอย่าง ซึ่งผมไม่ค่อยชอบกลิ่นนั้นนะ ถ้าใครมากินลองสั่งหม้อที่ใส่น้ำซุป 2 แบบ นะครับ เผื่อเผ็ดกินแบบนี้ไม่ได้ จะได้กินซุปใสแทน ผมพกน้ำจิ้มสุกี้บ้านเราไปด้วยครับ จะได้กินได้อร่อยถูกปากมากขึ้น สรุปค่าเสียหายมื้อนี้หมดไป 200 หยวนครับ รวมค่าน้ำที่สังมาด้วย หาร 3 คน ก็ตกคนละประมาณ 67 หยวนครับ อิ่มมากครับมื้อนี้ กินกันไม่หมดเลยทีเดียว

        กินเสร็จก็รีบกลับที่พักเลยครับเพราะตอนนั้น 4 ทุ่มแล้วรถไฟ Metro ที่นี่หมดตอนประมาณ 22.30 น. ครับ ยังไม่ทันจะได้เดินเล่น Time square เลย เห็นของกินน่าอร่อยๆ เพียบเลยครับ เป็นอีกหนึ่งย่านที่ต้องมาเดินเลยครับเมื่อมาฉงชิ่ง ก็เลยคุยกันว่า ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เดี๋ยวเรามาเดินกันอีกรอบ วันนี้ก็จบครับ กลับที่พัก พักผ่อน

— วันที่ 4 (12 ก.ค. 2559) — พาไปเที่ยวเมืองต้าจู๋ ครับ

วันนี้ตื่นออกจากที่พักกันประมาณ 9 โมงครับ เราจะเดินทางไปที่เมืองต้าจู๋กันครับ เพื่อไปเที่ยว อีกหนึงสถานที่มรดกโลกพระพุทธรูปหินแกะสลักริมผา เดี๋ยวเราเดินทางไปที่สถานีรถบัสกันครับ ที่เมืองฉงชิ่งนี้จะมีสถานีรถบัสหลักๆ ประมาณ 3 ที่นะครับ ตอนแรกพวกผมพากันไปที่ สถานีรถบัสกงหลี(นั่ง Metro มาลงสถานี Nanping สายสีน้ำเงิน) ที่เมื่อวานเรามาจากอู่หลงแล้วรถบัสมาส่งที่สถานีนี้ เราก็เลยเข้าใจว่ามันน่าจะมีรถไปที่เมืองต้าจู๋ด้วย แต่พอไปถึงมันดันไม่มีครับ ถาม จนท ประชาสัมพันธ์ ตรงนั้น เค้าก็บอกให้ไปอีกสถานีหนึง ช่วงเช้านี้ก็เลยเสียเวลากับการเดินทางนิดหน่อยครับ

>>> “มรดกโลกพระพุทธรูปหินแกะสลักริมผา” (Dazu Rock Carvings)

การเดินทาง

นั่งรถไฟ Metro ไปลงที่สถานี Lianglokou สายสีน้ำเงิน ออกทางออก 4 ครับ ตรงนี้จะผ่านบันใดเลื่อนที่ยาวมากกก ยาวสุดๆ เสียค่าใช้บันใดเลื่อนด้วยครับ คนละ 2 หยวน เพื่อจะไปสถานีรถบัส เดินออกไปด้านนอกจะเจอสถานีรถไฟ Chongqing Rail way ครับ ให้เดินเลยไปอีก สถานีรถบัส Caiyuan ba จะอยู่ข้างๆ กันครับจากนั้นเดินเข้าไปซื้อตั๋วได้เลย

       เข้าช่องขายตั๋วช่องไหนก็ได้นะครับ ราคาตั๋วคนละ 43 หยวน ในตั๋วจะมีรายละเอียดเลขที่นั่งและประตูที่ต้องไปขึ้นรถบอกนะครับ ของผมไปขึ้นที่ทางออก 3 นั่งรถไปประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะถึงสถานี Dazu (ต้าจู๋) เป็นสถานีปลายทางเลยครับ

จากนั้นเดินมาต่อรถที่ 4 แยกด้านหน้าเยื้องๆ กับสถานีรถบัสครับ ต้องข้ามถนนไปทางขวามือ จะเจอรถบัสสายต่างๆ จอดรอยาวอยู่เป็นแถวเลยครับ ไปผาหินแกะสลักต้องนั่งรถสาย 205 ครับ บอกว่าไปลง Dazu Shi ke(ต้าจู๋สือเค่อ) ค่ารถคนละ 3 หยวนครับ

        รถบัสจะมาส่งตรงแยกก่อนเลี้ยวเข้าไปหมู่บ้านโบราณที่อยู่ทางฝั่งซ้ายมือครับ แต่เราจะเดินตรงไปเรื่อยๆ ครับ แล้วก็จะเจอประตูทางเข้า มันมีป้ายบอกอยู่ครับ

พอเดินเข้าไปก็ไปทำการซื้อตั๋วก่อนนะครับ ตั๋วมี 2 ราคาคือ 130 หยวน และ 170 หยวน (จะสามารถเข้าชมได้ 2 ที่ครับ จะมีอีกที่ๆ สามารถไปดูได้ ซึ่งไม่ใช่ตรงนี้ครับ) ของผมซื้อแบบ 130 หยวน ครับ เพราะมาถึงที่นี่ก็บ่ายสามกว่าๆแล้ว ต้องเที่ยวแบบทำเวลานิดหนึงครับ เพราะรถกลับฉงชิ่งหมด 6 โมงเย็นครับ รถออกจากที่นี่ไปสถานีรถบัสก็หมด 6 โมงเย็นเหมือนกันครับ ดังนั้นใครจะมาที่นี่แนะนำให้มาถึงแต่ช่วงเช้าจะดีกว่าครับ

        ได้ตั๋วแล้ว เดินลงมาจะเจอจุดบริการรถกอล์ฟ พาไปส่งถึงทางเข้าผาหินแกะสลักครับ ขาไป 5 หยวน ขากลับ 10 หยวน ซื้อไปกลับเลยครับ 15 หยวน เพราะถ้าเดินก็ไกลพอสมควรครับ

รถมาส่งด้านหน้าเลย เดินเข้าไปอีกหน่อยก็จะเจอครับ ที่นี่เค้าจะมีไกด์คอยบรรยายให้ด้วยนะครับ ต้องจ้างพิเศษ เห็นว่ามีคนที่อธิบายเป็นภาษาไทยได้ด้วยนะครับ

          ตลอดระยะทางที่เดินชม ก็รู้สึกทึ่งมากครับ ว่าคนสมัยก่อนเค้าแกะสลักกันได้ยังไง เพราะเป็นหน้าผาหิน และแกะออกมาได้สวยงามมากครับ ตอนผมไปก็มีบางส่วนที่ปิดปรับปรุงครับ

เดินเข้ามาช่วงกลางๆ ก็จะเจอ เจ้าแม่กวนอิมพันมือแห่งเมืองต้าจู๋ ครับ อีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ ที่ใครมาถึงแล้วต้องแวะ การสักการะ ครับ

          เดินชมไปเรื่อยๆ จนเจอทางออกครับ ตอนออกมาก็งงๆ ว่ามันคือตรงไหน เพราะมันเป็นคนละที่กับทางเข้าครับ ก็เลยถามแม่ค้าแถวนั้นเค้าก็บอกให้เดินตรงไปเลย เดี๋ยวจะเจอรถกอล์ฟที่จะพาเรากลับจอดอยู่ พอเจอรถกอล์ฟ ตอนนั้นมีแค่พวกผม 2 คนครับ คนขับรถเลยบอกให้นั่งรอก่อน เผื่อมีคนอื่นมาเพิ่ม นั่งรอกันได้ไม่ถึง 5 นาที น้องก็เลยไปบอกคนขับรถว่าพวกเราต้องรีบไป เพราะเดี๋ยวไม่ทันขึ้นรถกลับฉงชิ่ง แล้วคนขับก็พาเราไปส่งเลยครับ ฮ่าๆ รู้อย่างนี้บอกตั้งแต่ตอนแรกซะก็ดี

          ขากลับถ้าใครกลับก่อนสี่โมงเย็น ตรงลานจอดรถด้านหน้าจะมีรถบัสไปถึงอู่หลงเลยครับ ถ้าใครกลับหลังนั้นต้องขึ้นรถบัสกลับไปที่สถานีรถบัส Dazu (ต้าจู๋) เหมือนตอนขามาครับ จากนั้นค่อยซื้อตั๋วรถบัสนั่งจาก สถานี Dazu (ต้าจู๋) ไปสถานีรถบัส Caiyuan ba ราคา 43 หยวน พวกผมได้ขึ้นรถรอบ 17.05 น. พอดีเลยครับ คือพากันไปถึงตอน 17.00 น. ขึ้นรถได้ก็หลับไปเลยครับ ฮ่าๆ เก็บแรงไว้เดินเที่ยวต่อ ขากลับนี้พอนั่งรถมาได้ซักประมาณชั่วโมงครึ่งเราต้องลงเปลี่ยนรถบัสเพื่อมาสถานีรถบัส Caiyuan ba นะครับ จากนั้นก็นั่งรถไฟฟ้ากลับที่พักเหมือนตอนขามาได้เลยครับ

        ถึงฉงชิ่งแล้วพวกเรายังไม่กลับที่พักครับ เดี๋ยวเราจะไปต่อกันที่ย่าน Chongqing Time Square ที่เมื่อวานเรามาแต่ยังไม่ได้มีเวลาเดินเที่ยวครับ การเดินทางบอกไว้แล้วด้านบนนะครับ

         พอมาถึง พวกผมก็ตรงดิ่งไปที่ร้านขายปีกไก่ย่างสอดใส้ข้าวเลยครับ ร้านนี้เป็นร้านดัง คนรอซื้อหน้าร้านเต็มเลยครับย่างขายตามกันแทบไม่ทันเลย

ร้านนี้จะอยู่ที่ Street Food ครับ บอกทางไว้แล้วด้านบนที่มาเมื่อวานนะครับ โซนนี้พี่คนไทยที่เจอบนเครื่องแนะนำมาและพาพวกผมเดินดูครับ เห็นว่าฝรั่งแนะนำมาอีกที ของแนะนำของที่นี่ก็เป็นน้ำมะม่วง ของร้าน “ฉันยุ่งมาก” ชื่อร้านแนวดีนะครับ ฮ่าๆ คือร้านนี้เค้ายุ่งจริงๆ คิวรอซื้อยาว จนผมอดกินเลยครับ คือขายดีมาก มองดูของคนที่ซื้อมาแล้วมันน่ากินจริงๆ ครับ และร้านไก่ย่างที่ขายพวกปีกไก่ยัดข้าวครับ ที่เห็นคนซื้อกันเยอะๆ ของน่ากินๆ เยอะเลยครับ มาที่นี่ไม่ต้องกินข้าวมานะครับ มาเดินซื้อของกินแถวนี้ ก็อิ่มแล้วครับ

         เดี๋ยวเราจะเดินไปเที่ยวอีกที่ครับ ที่อยู่ใกล้ๆ กับแถวนี้เลยครับ ซึ่งทางเจ้าของที่พักเค้าแนะนำเรามา ว่าถ้าชอบถ่ายรูปให้มาที่นี่เพราะสวย และเมื่อวานเพื่อนก็ชวนพวกผมมาครับ แต่ตอนนั้นต้องรีบกลับเพราะเดี๋ยวรถไฟหมด ที่ๆ เราจะไปก็คือ

>>>Hong ya Dong (หงหยาต้ง)

การเดินทาง

เริ่มต้นจากหอนาฬิกา เมื่อเดินมาจากทางออก D นะครับ เจอหอนาฬิกา ตรงย่าน Time Square ก็เลี้ยวซ้ายเดินตรงไปเรื่อยๆ เลยครับ จะเจอ Tourist information ก็ถามเค้าก็ได้ครับว่าเดินไปทางไหน พอเจอ Tourist information ก็เดินไปทางซ้ายมือ จะเจอหอศิลป์ ก็ให้ข้ามถนนไปทางขวามือได้เลยครับ ตรงนั้นเป็นที่เที่ยวช่วงกลางคืนคนเดินเยอะครับ มีวิวสะพานสวยๆ ให้ดูด้วยครับ

ระหว่างทางที่เดินมาจะเจอ หอศิลป์ ของเมือง ฉงชิ่งครับ เป็นอาคารที่สวยงามและดึงดูดสายตามาก
รูปปั้นเรือสำเภาด้วยความที่เมืองฉงชิ่งติดกับแม่น้ำแยงชีเลยการเดินทางเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง

         ที่นี่ถือเป็นที่ๆ ครึกครื้นมากครับ เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองฉงชิ่งแห่งนี้เลยครับ มีเรือสำเภาอยู่ด้วย บอกเล่าประวัติความเป็นมาว่าคนสมัยก่อนมาตั้งเมืองแห่งนี้อย่างไรครับ เพราะฉงชิ่งถือเป็นเมืองท่าเศรษฐกิจการค้าที่สำคัญที่สุดของจีน บริเวณนี้ก็จะเป็นโซนช๊อปปิ้งครับ มาเดินเที่ยวได้มีของขายเยอะครับ และคนที่นี้เองก็มาเดินเที่ยวตรงนี้เยอะมากๆ ครึกครื้นสุดๆ เสียดายที่ได้มาเห็นตอนคืนสุดท้ายก่อนกลับ ใครจะหาซื้อพวกของฝากก็มาหาซื้อที่นี่ได้ครับ มีของกระจุกกระจิก ที่เหมาะกับเป็นของฝากเยอะเลยครับ สวยๆ ทั้งนั้น อ้อใครอยากล่องเรือทานมื้อค่ำ ที่นี่ก็มีโต๊ะขายทัวร์ล่องเรือเยอะเลยครับ มองลงไปในแม่น้ำก็เห็นเรือสำราญเยอะครับ

          มีคนมาร้องเพลงเปิดหมวกด้วยครับ เพลงจีนนี่ก็เพราะเหมือนกันนะครับ ปกติผมไม่ค่อยได้ฟังเพลงจีน แต่พอมาที่นี่ได้ฟังแต่เพลงเพราะๆ ครับ ผมก็เดินถ่ายรูปจนถึงประมาณ 4 ทุ่มครับ จากนั้นก็ต้องรีบกลับเพราะเดี๋ยวรถไฟจะหมดแล้วครับ พูดแล้วก็เสียดายจริงๆ ที่ได้มาเห็นตอนคืนสุดท้าย เสร็จสิ้นการเที่ยววันนี้ กลับห้องพักผ่อนครับ

— วันที่ 5 (13 ก.ค. 2559) — วันเดินทางกลับครับ

วันนี้ถึงวันกลับแล้วเหรอเนี่ย พอจะกลับแล้วก็รู้สึกว่าทำไมเร็วจังนะ วันนี้ก็ได้ตื่นสายกว่าทุกวันครับ หลังจากที่ลุยเที่ยวกันอย่างสุดพลังมา 4 วันติด 555 เพราะวันนี้ไม่มีแพลนไปเที่ยวไหนแล้วครับ มีจะออกไปหาซื้อของฝากเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยครับ

เราเช็คเอาท์และเอากระเป๋าฝากไว้ที่พักช่วงเที่ยงครับ จากนั้นก็กะว่าจะไปเดินหาซื้อของ แต่ไม่เจอร้านที่ต้องการ ก็เลยสรุปกันว่างั้นไปเอากระเป๋าแล้วเดี๋ยวไปสนามบินกันเลยดีกว่า จริงๆ แนะนำว่ายังไม่ต้องรีบมาสนามบินนะครับ ถ้ากลับเที่ยวบินช่วงเย็น ไปเดินหาเที่ยวช๊อป ย่าน Time Square ก่อนก็ได้ครับ ย่านนี้มีห้างและ Outlet หลายที่ครับ

ขากลับไปสนามบิน นั่งรถไฟ Metro ไปครับ ค่ารถไฟ 6 หยวนเอง ถูกมากครับ นั่งไปลงสถานี Jiangbei Airport สายสีน้ำเงินนะครับ จากในเมืองก็นั่งไปใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเลยครับ ค่ารถไฟนี่ถูกมากจริงๆนะครับ ประมาณ 35 บาทไทยเท่านั้นเอง เห็นบ้านเค้าถูก ก็มานึกถึงบ้านเราว่าทำไมมันแพงจัง

        มาถึงสถานี Jiangbei Airport แล้วก็ให้เดินตามป้าย International Terminal ได้เลยนะครับ สถานีรถไฟไม่ได้มีทางเชื่อมกับสนามบินโดยตรงนะครับ เราต้องเดินเลาะๆ ถนน ไป ก็ไกลอยู่ครับ เล่นเอาเหงื่อซกเลย ตอนนั้นได้แต่คิดว่าทำไมเค้าไม่ทำทางเชื่อมดีๆ นี่ระดับสนามบินใหญ่ของเมืองเลยนะ คือทุกอย่างเกือบจะดีอยู่ละ 555 แอบบ่นเล็กน้อย

ตอนมาถึงสนามบินก่อนเข้า คือเค้าจะมี จนท กั๊กเราไว้ก่อนครับแล้วก็จะเอาแผ่นขาวๆ มาป้ายตามตัวตามของเรา เหมือนจะตรวจดูว่ามีสารอะไรรึป่าว ถ้าไม่มีก็เข้าไปด้านในได้ครับ ด้วยความที่มาถึงสนามบินเร็วมาก เพราะไม่รู้จะไปไหนกัน ก็เลยมาหาที่นั่งรอที่สนามบินเลยดีกว่า สนามบินที่นี่แปลกมากครับ คือแทบไม่มีอะไรขายเลยครับ หาของกินแทบไม่มีเลย ใครจะมาก่อนเวลาเร็วๆ แบบผมซื้อของกินติดมาด้วยก็ดีครับ

        อีกอย่างคือที่นี่จะเปิดให้เช็คอินก่อนเวลาแค่ 2 ชั่วโมงครับ ไม่ใช่ 3 ชั่วโมงเหมือนสนามบินอื่นๆ อย่างผมมีบินไฟล์ท FD553 ฉงชิ่ง(CKG) – ดอนเมือง(DMK) เวลา 18.50 น. – 20.50 น. ตามเวลาท้องถิ่นครับ เคาน์เตอร์เช็คอินจะเปิดช่วง 17.05 – 18.05 น. ครับ เปิดให้เช็คอินแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น ดังนั้นใครมาที่นี่ต้องรักษาเวลาให้มากๆ นะครับ ไม่งั้นอาจจะตกเครื่องได้ ผมก็รอให้คนจีนเค้าไปเช็คอินกันก่อนเลยครับ รอคนบางๆ ลงแล้วค่อยไปเช็คอิน จากนั้นก็ไปผ่าน ตม แล้วก็ผ่านจุดตรวจเอกสาร Boarding pass กับพาสปอร์ตอีกรอบ อันนี้คือตรวจกันจริงจังมากนะครับ นึกว่าตรวจ ตม 2 รอบซะอีก จากนั้นก็ไปสแกนตรวจความปลอดภัย แล้วถึงผ่านไปได้ ผมไปมาสิบกว่าประเทศ พึ่งเจอที่นี่แหละครับ ที่ตรวจกันเข้มมากๆ ระบบความปลอดภัยเค้าเป็นเลิศจริงๆ

พอเดินผ่านเข้ามาด้านใน เห็นร้านขายของกินเยอะเลยครับ คือแปลกมากเพราะข้างนอกแทบไม่มีอะไรขายเลย แต่ข้างในมี เห็นคนจีนที่รออยู่ที่เกท เดียวกันซื้อมาม่ามาซดคนละด้วยใหญ่ๆ กันเกือบทุกคนเลยครับ สงสัยไม่อยากไปซื้อของกินบนเครื่อง ที่นี่ทุ่มหนึงยังไม่มืดนะ ฟ้ามืดจริงๆ ตอน 2 ทุ่มครับ เครื่องขึ้นได้ระดับลูกเรือก็เดินเสริฟอาหารครับสำหรับคนที่สั่งอาหารไว้ ของพวกผมได้ทานเป็นข้าวเหนียวไก่อย่างครับ อร่อยดีครับ น้องที่ไปด้วยกันก็บอกว่าน้ำจิ้มอร่อย จากนั้นก็หลับยาวครับ ถึงสนามบินดอนเมืองกันตอนประมาณ 21.30 น.

เดินทางกลับที่พักกันอย่างปลอดภัยครับ

สรุปทริปสำหรับการเดินทางในครั้งนี้

1.เรื่องค่าใช้จ่าย

ในการเดินทางไปเที่ยว 5 วัน 4 คืน นี้ใช้จ่ายไปประมาณคนละ 9 พันบาทครับ  (รวมค่าโรงแรม ค่ากิน เที่ยว + ซื้อของฝาก ค่าเข้าสถานที่และอื่นๆ ในทริป ยกเว้นตั๋วเครื่องบินกับค่าวีซ่าครับ อันนี้จ่ายก่อนเดินทาง) ถ้าตัดค่าของฝากออกไปของผมน่าจะเหลือค่าใช้จ่ายในการเที่ยวจริงๆ แค่ 8 พันบาทครับ

ส่วนนี้คิดง่ายๆเลยครับ เพราะแลกเงินไป 2 หมื่นบาท สำหรับ 2 คน เหลือกลับมาแลกคืน 400 หยวน หรือประมาณ 2 พันบาทครับ ฮ่าๆ ส่วนค่าตั๋วเครื่องบินก็แล้วแต่นะครับว่าใครจองได้ราคาเท่าไรก็ลองบวกๆเพิ่มกันเอาเองนะครับ แต่แนะนำให้ไปกับแอร์เอเชีย เพราะมีไฟล์บินตรงจากดอนเมืองไปฉงชิ่งวันละ 2 เที่ยว เลือกเวลาเดินทางได้ตามความสะดวก แถมตั๋วถูก ถ้าคิดจะไปจีน แนะนำให้ไปกับแอร์เอเชีย แต่ถ้าถามว่าไปเที่ยวต้องแลกเงินไปเยอะไหม ถ้าแค่กินแค่เที่ยว ไม่เน้นช๊อปมาก คนละ 10,000 – 15,000 บาท ก็เหลือๆ แล้วครับ สำหรับทริป 5 วัน 4 คืน ตรงนี้คือกินเที่ยวกันแบบเต็มที่มากนะครับ ไม่ได้เที่ยวแบบประหยัดจนไส้แห้ง

2.ความคิดเห็นเกี่ยวกับการได้ไปตะลุยเมืองจีนครั้งแรก

ต้องบอกเลยว่าการไปจีนครั้งนี้มันได้เปิดโลก เปิดประสบการณ์ ให้ผมอย่างมากครับ เหมือนกบที่ออกไปนอกกะลา เพราะข้อมูลที่เคยได้ยินได้ฟังมา เกี่ยวกับจีนมันไม่ค่อยโอเคเท่าไรครับ แต่พอได้ไปเห็น ไปสัมผัสจริงๆ แล้ว มันมีหลายอย่างที่คนละเรื่องกันเลย ของจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลย เค้าถึงบอกว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” อย่าพึ่งตัดสินอะไรจนกว่าคุณจะได้ไปสัมผัสมันด้วยตัวของคุณเอง มุมมองที่ผมไปพบเจอมีดังนี้ครับ

2.1.เมืองฉงชิ่ง เป็นเมืองที่ใหญ่และเจริญมากครับ น่าจะเจริญกว่ากรุงเทพบ้านเราซะอีกมั้งครับ

2.2.เมืองเค้าค่อนข้างเป็นเมืองที่สะอาดมากครับ และตามถนน หนทางตกแต่งต้นไม้อะไรไว้สวยครับ เรื่องขยะ ไม่ใช่ว่าไม่มีคนทิ้งนะครับ ก็มีบ้าง แต่เค้ามีคนคอยเก็บคอยทำความสะอาดตลอดครับ ยิ่งตามสถานที่ท่องเที่ยวนี่มีคนเดินคอยเก็บให้เห็นตลอดเลย

2.3.ค่ารถไฟ Metro ในเมืองเค้าถูกมากครับ เริ่มต้นที่ 1-2 หยวนเองมั้งครับ ขนาดผมนั่งจากในเมือง กลับไปสนามบินประมาณ 24 สถานี นั่งไปประมาณ 1 ชั่วโมงยังแค่ 6 หยวนเอง ประมาณ 35 บาทเท่านั้น

2.4.จีนเป็นเมืองที่ผมรู้สึกว่าระบบความปลอดภัยเค้าดีมาก บนรถประจำทาง รถไฟ เค้ามีกล้องวงจรติดทุกคัน ทุกขบวน ยิ่งตามถนนหนทางแล้วมีติดตลอด และก่อนจะเข้าสถานีรถบัส หรือรถไฟ เค้าจะมีเครื่องสแกน กระเป๋า เหมือน เครื่องสะแกนก่อนขึ้นเครื่องบินเลยครับ แล้วเค้าตรวจกันจริงจังนะครับ ไม่ใช่ธรรมดา บ้านเรานี่ดูหละหลวมไปเลย บ้านเค้าโอเคกว่าเราเยอะครับ

2.5.***ห้องน้ำ ตรงนี้ต้องใส่ดอกจัน 3 ดอก เพราะเป็นเรื่องที่หลายคนกลัวและกังวล เมื่อนึกถึงจีน แต่จากการที่ผมได้ไปพบเจอ ห้องน้ำเค้าโอเคมากครับ คือเมื่อก่อนเป็นยังไงไม่รู้ แต่เดี๋ยวนี้มันดีแล้ว ตามโรงแรม ตามสถานที่ท่องเที่ยว ก็เป็นห้องน้ำเหมือนในห้าง ในปั้ม ปตท บ้านเรานี่แหละครับ และเค้าก็มีคนคอยทำความสะอาดตลอด ห้องน้ำตามสถานีรถไฟ Metro เค้าก็โอเคครับ เจอจุดที่อาจจะดูแย่ๆ หน่อยก็ตามสถานีรถบัสบางที่ ที่มีคนใช้บริการเยอะๆ ครับ แต่ก็ยังอยู่ในจุดที่รับได้ครับ ห้องน้ำเค้าก็มีประตูอะไรกั้นเหมือนบ้านเรานะครับ คือตลอดทริปผมไม่เจอห้องน้ำในตำนานเลยครับ ผมไปมาตั้ง 3 เมืองนะครับ ไม่เจอเลย

2.6. เรื่องอาหารที่นี่ สำหรับผม ผมชอบกินอาหารจีนครับ หลายอย่างอร่อยถูกปากมาก แต่เสียอย่างเดียว มันเยอะไปหน่อย และผมใช้ตะเกียบไม่ค่อยถนัดนัก

2.7. ผู้คนเค้าก็โอเคนะครับ การเดินทางครั้งนี้ผมได้รับน้ำใจและการช่วยเหลือจากคนท้องที่เยอะครับ คนที่นี่ชอบพูดชอบถามครับ ยิ่งถ้าเราพูดภาษาเค้าได้นี่ ชวนคุยนั่นนี่เลย แต่ติดนิดเดียวเรื่องการขึ้นรถไฟของคนที่นี่ครับ คือเค้าไม่รอให้คนข้างในออกก่อน พอรถไฟจอดคนข้างนอกก็เบียดๆ เข้ามาเลย แต่พอเจอบ่อยๆ ก็เริ่มชินครับ

2.8. สถานที่เที่ยวเค้าใหญ่โต อลังการ สวยงามมากครับ เรียกว่าไม่ผิดหวังเลยที่ได้มาเยือน

ทั้งหมดนี้คือเล่าจากประสบการณ์ที่ผมไปพบเจอมา ที่เมือง ฉงชิ่ง ต้าจู๋ และอู่หลงนะครับ ส่วนท่านไหนไปเจอมาแบบไหนมา ก็แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนนะครับ เพราะต้องยอมรับว่าจีนเป็นประเทศใหญ่ และมีความหลากหลายของผู้คนมากๆ คนบางเมืองอาจจะดูเป็นคนเจริญแล้ว แต่บางเมืองอาจจะยัง บางที่ถึงเมืองจะเจริญ แต่ผู้คนอาจจะยังปรับตามความเจริญของเมืองไม่ทัน ก็คงจะมีครับ

แต่จากการเดินทางไปจีนในครั้งนี้ ทำให้ผมเลิกกลัวและเลิกกังวลเกี่ยวกับจีนไปเลยครับ และคิดว่าจะไปเยือนอีกแน่นอน เพราะไปง่ายๆ บิน 3 ชั่วโมงก็ถึงแล้วครับ วีซ่าก็ของ่าย เจอกันใหม่ทริปต่อไปครับ

เป็นอันจบการรีวิวสำหรับทริปนี้ครับ

Fanpage :https://www.facebook.com/MJourneyPrabin

 



Booking.com

Facebook Comments

Related posts

One thought on “พาตะลุย กิน เที่ยว “ฉงชิ่ง” ดินแดนมังกรฟ้า 5 วัน 4 คืน งบไม่ถึงหมื่น

  1. ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลดีดีเหล่านี้ เยี่ยมากเลย