Review พาเที่ยว “มัลดีฟส์” นอนกลางน้ำ นั่ง Seaplane พักที่ Safari Island และ Angaga Island

reCover0222

กด Like ติดตาม Fanpage M Journey – เอ็ม พาบิน : คลิกที่นี่


สวัสดีทุกท่านคร๊าบ วันนี้ผมจะพาบินตรงไปเที่ยวมัลดีฟส์ อีกหนึงดินแดนในฝันของใครหลายๆ คน ทริปนี้จะพาเปิดประสบการณ์การนั่ง Sea plane หรือเครื่องบินน้ำ ที่สนุก ตื่นเต้น และได้เห็นวิวจากมุมบนที่สวยมากๆ  และพาไปนอนพักห้องพักกลางน้ำ  Water Villas แบบสบายๆ กระโดดเล่นน้ำ ดูปะการัง หลังห้องกันได้เลย และทริปนี้พาไปพักกันถึง 2 เกาะด้วยกันนั่นก็คือ Safari Island และ Angaga Island รายละเอียดจะเป็นยังไง ติดตามได้ในรีวิวกันเลยคร๊าบ

รายละเอียดทริปคร่าวๆ กับทริปที่พึ่งจบไปเมื่อ วันที่ 18-21 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ทริป 4 วัน 3 คืนครับ
–    ทริปนี้บินไปกลับ กรุงเทพ-มัลดีฟส์ ด้วย สายการบินบางกอกแอร์เวย์ (สายการบินเดียวที่บินตรงจากไทยสู่มัลดีฟส์)
–    บิน Sea plane หรือเครื่องบินน้ำ จากสนามบินมาเล่ ไปยังที่พัก
–    พัก 2 คืนที่ Safari Island Resort & Spa (พัก Water Villas และ Semi Water Villas)
–    พัก 1 คืนที่ Angaga Island Resort & Spa (พัก Water Villas)

***รูปภาพในรีวิวนี้มาจากทั้งกล้องมือถือ กล้องโกโปร และกล้อง DSLR ครับ


ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับมัลดีฟส์กันแบบคร่าวๆ ก่อนครับ

ข้อมูลทั่วไป
1.หมู่เกาะมัลดีฟส์หรือสาธารณรัฐมัลดีฟส์ (Republic of Maldives) เป็นประเทศกลุ่มหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียที่มีเกาะเล็กเกาะน้อยร่วม 1,192 เกาะ แต่มีเกาะที่มีคนอยู่อาศัยเพียงแค่ 250 เกาะเท่านั้น เกาะเหล่านี้เกิดจากทับถมของปะการังที่เกิดบริเวณรอบๆ ปากปล่องภูเขาไฟใต้ทะเลที่ดับแล้วนับล้านปี จึงทำให้หมู่เกาะมัลดีฟส์มีภูมิประเทศที่มีลักษณะคล้ายๆ วงกลม-วงรี เรียกว่า “อะทอล” (Atoll) และมีโลกใต้พื้นน้ำที่สวยงามด้วยแนวปะการัง พืชทะเล สิ่งมีชีวิตและฝูงปลาอันหลากหลาย ในปัจจุบันมีเกาะที่เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ด้วยกันราว 74 เกาะ

2.มัลดีฟส์จะมี 2 ฤดูมรสุมใน 1 ปี
2.1.ช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม จะเป็นหน้าไฮซีซั่น ท้องฟ้าสวย นักท่องเที่ยวฝรั่งทางยุโรป จะมาเที่ยวช่วงนี้เยอะ
2.2.ช่วงเดือนเมษายน-พฤศจิกายน ช่วงนี้จะมีพายุ มีฝนบ้าง ลมแรง แต่ก็เป็นช่วงที่สามารถเที่ยวได้ เพราะฝนจะตกไม่นาน แป๊ปเดียวก็หยุดครับ และช่วงนี้ราคาที่พักจะค่อนข้างถูกนักท่องเที่ยวที่งบไม่เยอะจึงเหมาะมาช่วงนี้ครับ ก็สามารถเห็นมัลดีฟส์สวยๆ ได้เหมือนกัน

3.สกุลเงินของ มัลดีฟส์ คือ Rufiyaa โดยอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 USD เท่ากับ 12.75 Rufiyaa
ตอนที่ผมแลกเงินไป ผมแลกเฉพาะ USD ไปเลยครับ ไปถึงที่โน้น เค้าก็ใช้ USD เป็นหลักเลยครับ ข้อแนะนำในการแลกเงินคือแลกแบงค์ย่อยไปเยอะๆ ด้วยครับ เผื่อไว้ให้ทิป

4.การให้ทิปที่มัลดีฟส์
จริงๆ ก็ให้ หรือไม่ให้ก็ได้ แต่ถ้าเราได้รับบริการอะไรที่พิเศษ หรือเค้ามาบริการเราแบบส่วนตัว ก็เป็นมารยาทที่จะให้ครับ จากทริปที่ผ่านมา ผมก็หมดกับค่าทิปไปพอสมควรครับ แต่ก็ให้เฉพาะคนที่เค้าบริการเราดีและพิเศษจริงๆ เราก็ถือว่าเป็นน้ำใจ ที่ให้ไปแบบไม่เสียดายเลยครับ

5.เวลาในประเทศมัลดีฟส์จะช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 2 ชั่วโมง

6.ระบบไฟฟ้าเป็นแบบ 220-240 โวลต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในเมืองไทยสามารถนำไปใช้ที่มัลดีฟส์ได้
การเตรียมปลั๊กไฟไป อย่างผมพักที่ Safari Island และ Angaga Island ก็สามารถใช้ปลั๊กบ้านเราเสียบได้เลยครับ ไม่ต้องใช้หัวแปลง หรือบางที่เสียบก็จะมีหัวแปลงสำหรับปลั๊กทุกประเภทเตรียมไว้ให้เลยครับ

7.การเดินทาง หลักๆ เลยก็จะเป็นทางเรือครับถ้าของคนมัลดีฟส์ แต่ถ้าสำหรับนักท่องเที่ยว โรงแรมที่พักก็จะมีทั้งแบบเดินทางโดยเรือ และแบบเดินทางไปที่พักโดยเครื่องบินน้ำ หรือ Sea plane

อ้างอิง
https://goo.gl/iFzwz1
http://goo.gl/53QWA9



Booking.com


แนะนำวิธีการไป มัลดีฟส์ ไปอย่างไร ให้คุ้มค่า คุ้มเงินที่สุด

มัลดีฟส์ ดินแดนในฝันของใครหลายๆ คน มาดูกันครับว่าการจะไปเที่ยวมัลดีฟ ไปอย่างไร และมีรายละเอียดอะไรบ้าง
จากทริปมัลดีฟส์ที่พึ่งจบไปของผม จากการที่ได้ไปเห็นแล้ว แนะนำว่าให้ซื้อเป็นแพ็จเก็จไปเลยครับ สำหรับคนที่จะไปเที่ยวมัลดีฟส์ เพราะจะถูกกว่าจองแยกมากๆ และจ่ายครั้งเดียวจบ ไปถึงโน้นแทบไม่ได้ใช้ตังค์อะไรเลยครับ ยกเว้นซื้อของฝากและให้ทิปพนักงานแค่นั้น และก็จะสะดวกสบายมาก เพราะไปถึงก็จะมีคนจัดการให้ทุกอย่างครับ จากสนามบินพาไปจนถึงที่พัก และกลับมาส่งจนถึงสนามบินครับ มีคนจัดการให้หมด เราแทบไม่ต้องเตรียมข้อมูลอะไรไปเลย

มัลดีฟส์ แต่ละที่พักรีสอร์ท ก็จะเป็นเกาะใครเกาะมันเลยครับ เป็นเกาะเล็กๆ คุณไปถึงคุณก็ใช้ชีวิต กินอยู่บนเกาะนั้นๆ เลย ดังนั้นจึงจำเป็นว่าทำไมต้องซื้อแพคเก็จที่รวมอาหารเข้าไปด้วย เพราะถ้าไปซื้อเองมันก็จะมีแต่ของขายที่ทางรีสอร์ทขาย ซึ่งราคาก็จะค่อนข้างสูงไปครับ

เอเจนท์ที่ไทยมีหลายเจ้านะครับ เจ้าไหนถูกและคุ้มก็ซื้อเจ้านั้นแหละครับ แพ็คเก็จที่เคยเห็นก็เริ่มต้นที่ สองหมื่นปลายๆ จะไปถึงหลักแสนต่อคนก็มีครับ

แพ็คเกจ เองก็มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะครับ ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไป ตามปัจจัยเหล่านี้ครับ

1.ตั๋วเครื่องบินเป็นแบบ บินตรงหรือแบบต้องแวะต่อเครื่อง
-ซึ่งตอนนี้มี Bangkok Airways เพียงเจ้าเดียวที่บินตรงจากไทยไปมัลดีฟส์
-ส่วนแบบต่อเครื่องก็จะมีของ Malaysia Airlines, SriLankan Airlines , Singapore Airlines ที่เป็น Full service นะครับ และถ้าเป็น Low Cost ก็จะมี Tiger Air และ Air Aisa เป็นต้น เท่าที่ผมรู้จักนะครับ

2.โรงแรมที่พัก
2.1. เรื่องการเดินทางจากสนามบินหลักไปโรงแรม ทางเรือ หรือทางเครื่องบินน้ำ Sea plane
– ถ้าโรงแรมที่พักเป็นเกาะอยู่ไม่ไกล สามารถเดินทางโดยเรือได้ ราคาแพ็คเกจก็จะค่อนข้างถูกครับ
-เดินทางเครื่องบินน้ำ Sea plane สำหรับโรงแรมที่อยู่ไกลออกไป ข้อดีคือได้เห็นวิวมัลดีฟส์สวยๆ จากมุมบน ใช้เวลาค่อนข้างเร็ว แต่ก็จะมีราคาค่อนข้างสูงไปด้วย ถ้าบางท่านจองตั๋ว จองที่พักมาเอง แล้วที่พักของท่านดันต้องเดินทางโดย Sea plane เท่านั้น แค่ค่า Sea plane อย่างเดียวไปกลับก็ประมาณ 400 USD หรือประมาณ 12,700 บาท / คนแล้ว ดังนั้นอย่ามัวดีใจที่จองที่พัก หรือตั๋วได้ถูกให้ดูรายละเอียดตรงส่วนนี้เพิ่มเข้าไปด้วย ว่ารวมๆ แล้วมันถูกกว่าหรือแพงกว่า แบบซื้อเป็นแพ็คเกจ

2.2. เรื่องอาหารก็แบ่งหลักๆ ออกเป็น 3 ประเภทครับ
– Half Board คือที่พักรวมอาหารเช้า และเย็น หรือบางที่ก็เลือกได้ว่าจะเช้า และกลางวัน ก็ได้ (ไม่รวมค่าเครื่องดื่ม)
– Full Board คือที่พักรวมค่าอาหารเช้า กลางวัน เย็น (ไม่รวมค่าเครื่องดื่ม)
***มื้อเช้าจะมีพวกน้ำส้ม นม อะไรพวกนี้อยู่แล้ว ทำให้ถึงเลือก Half Board หรือ Full Board ก็จะไม่ต้องซื้อน้ำเพิ่มครับ
– All Inclusive คือที่พักรวมค่าอาหารเช้า กลางวัน เย็น และรวมเครื่องดื่มหลายอย่าง ทั้งแอลกอฮอล์ด้วย ถ้าเลือกแบบนี้ก็เดินกินไปเถอะครับ ทั้งวัน

บางท่านอาจจะส่งสัยว่าควรเลือกแบบไหนดี ก็ต้องตอบว่ามันแล้วแต่กิจกรรมที่คุณเลือกทำที่รีสอร์ทด้วย บางกิจกรรมอาจจะค่อมเวลาช่วงมื้ออาหาร ทำให้กลับมากินอาหารไม่ทัน ก็อาจจะทำให้เราเสียมื้อนั้นไปฟรีๆ เลย แต่จากที่ได้ไปพักที่ Safari Island และ Angaga Island กิจกรรมที่เจอจะไม่ค่อมมื้ออาหารครับ จะเป็น ก่อนหรือหลังมื้ออาหารซะมากกว่าครับ

2.3. กิจกรรมที่โรงแรม
กิจกรรม ก็จะเป็นกิจกรรมทางน้ำครับ เช่น ดำน้ำ ล่องเรือ ตกปลา ดูปลาโลมา ฯลฯ ส่วนใหญ่เค้าก็จัดลงไปให้อยู่แล้วครับ เช่น พัก 3 วัน 2 คืน ก็จะมีรวม 1 กิจกรรม หรือพัก 4 วัน 3 คืน ก็จะมี 2 กิจกรรมที่รวมไปในแพ็คเกจ

3.จำนวนวันที่พัก
จากประสบการณ์ แนะนำอย่างต่ำควรไป 4 วัน 3 คืนครับ เพราะเราจะมีเวลาเที่ยวแบบชิลล์ๆ 2 วันเต็ม ซึ่งสำหรับผมกำลังดี ถ้าใครไป 3 วัน 2 คืน คุณจะมีเวลาเที่ยวจริงๆ แค่ 1 วันเท่านั้นครับ อีก 2 วันนี่คือวันเดินทางเลยครับ แน่นอนถ้าน้อยวันราคาก็จะถูกลง แต่หลายวันราคาก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับครับ

4.ช่วงที่ไป High หรือ Low season
แน่นอน Low season ราคาก็จะถูกกว่าหน้า High แต่จากประสบการณ์ ขอย้ำตรงนี้เลยนะครับ มัลดีฟส์เที่ยวได้ทั้งปี ถึงไปช่วงหน้าฝนมัลดีฟส์ ก็ยังสวยอยู่ครับ เพราะฝนที่มัลดีฟส์ ไม่ได้ตกกันแบบเอาจริงเอาจัง นานๆ เหมือนบ้านเรา ที่มัลดีฟส์ ฝนตกแป๊ปเดียว ก็ไปครับ แป๊ปเดียวฟ้าก็สว่าง น้ำยังใสและสวยเหมือนเดิมครับ เพราะผมเองก็ไปช่วงหน้าฝนและเจอฝนตกบ้าง ดูจากรูปได้เลยว่ายังสวยอยู่ครับ

ปัจจัยทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ ล้วนส่งผลต่อราคาของแพ็คเก็จ หรือราคารวมทั้งทริปของคุณทั้งสิ้น ไม่ว่าคุณจะไปเองหรือซื้อแพ็คเกจไป สำหรับผมมัลดีฟส์ไม่ใช่ที่ๆ จะมาแข่งกันถูกครับ ต้องเข้าไปดูรายละเอียดว่าคนที่ไปเที่ยวมาถูกๆ รายละเอียดของทริปเค้าเป็นยังไง ให้เอาแบบคุ้มค่า คุ้มเงินที่จ่ายไปดีกว่านะครับ

สำหรับท่านใดอาจจะงบไม่เยอะ ก็ลองดูช่วงที่เอเจนท์เค้าจัดโปรแพ็คเกจ หรือซื้อเป็นแพ็คเกจ รวมไปเลย จ่ายครั้งเดียวจบ จะได้คุมค่าใช้จ่ายได้ครับ เพราะถ้าจะไปจ่ายแยกนั่นนี่ ผมว่าของที่มัลดีฟส์ จะค่อนข้างแพงนะครับ ถ้าพวกตามรีสอร์ทที่พัก รายละเอียดก็จะประมาณนี้ครับ


มาเริ่มเดินทางเลยดีกว่าครับ
18/06/2016

ทริปนี้บินกับสายการบิน Bangkok Airways สายการบินเดียวที่บินตรงจากไทยสู่มัลดีฟ เป็นการใช้บริการสายการบินนี้ครั้งแรกของผมเลย จองตั๋วโปรไว้ข้ามปี แลกคะแนน flyerbonus มาตอนจัดโปรลด 70% ไปกลับมัลดีฟส์ ชั้น Business Class จ่ายเงินเพียง 5,825 บาท/คน และใช้คะแนน flyerbonus ประมาณ 280 คะแนนต่อคน หรือแต้มบัตรเครดิตที่โอนมาประมาณ 28,000 แต้ม ถือว่าคุ้มมาก ได้บิน Business Class ด้วย จองพาแม่มาด้วย 2 คนพอดีเลยครับ

ขาไปบินไฟล์ท PG711 เวลา 9.30 (BKK) – 11:45 Maldives (MLE) ตามเวลาท้องถิ่น ผมรีบมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิแต่เช้า ถึงตั้งแต่ช่วงประมาณ 6 โมงเช้าเลย  เผื่อเวลาไว้เยอะๆ จะได้มีเวลาไปเข้าห้องรับร้องของสายการบิน ทำการไปแลกเงินอะไรเสร็จก็รีบเดินไปที่เคาน์เตอร์สายการบินที่แถว F ครับ

บิน Biz Class ก็ไปที่ช่อง Blue Bibbon Class ได้เลย จากนั้น จนท ก็ทำการเช็คอินและให้ Boarding pass พร้อม บัตร Premium Lane ทั้งฝั่งไทยและมัลดีฟส์มาเลย พร้อมอธิบายทางไปห้องรับรองเรียบร้อย จากนั้นก็รีบพากันเขียนใบ ตม.และเดินเข้าไปด้านในกันเลยครับ

เข้ามาด้านในก็รีบไปที่ห้องรับรอง ซึ่งอยู่บริเวณ Concourse A เดินเข้ามาก็ยื่น Boarding pass ให้ จนท ได้เลย ถ้า Biz Class จะไปห้องรับรองฝั่งขวามือ Blue Bibbon Class ส่วนชั้นปกติก็จะเป็นห้องรับรองฝั่งซ้ายมือครับ

เดินเข้ามา ช่วงเช้าคนห้องนี้ไม่ค่อยเยอะ เลือกที่นั่งสบายๆ ได้เลย แล้วจะมี จนท นำเมนูอาหารมาให้สั่งครับ ส่วนของทานเล่นอย่างอื่นลุกขึ้นไปตักมาเองได้เลย ผมสั่งอาหารมาตามรูป อาหารอร่อยทุกอย่าง โดยเฉพาะอ่อมไก่ อร่อยถูกปากมากๆ  กินของคาวเสร็จแล้วก็ไม่พลาดที่จะไปลองข้าวต้มมัด ที่ใครๆ บอกว่าถ้าบินกับ Bangkok Airways ต้องมาลองชิมครับ ก็ไปหยิบมาชิมหลายอย่าง อร่อยทุกอย่างจริงๆ ครับ ฝากท้องมื้อเช้าไว้ที่นี่เรียบร้อยครับ อิ่มมาก

อิ่มแล้วและได้เวลาที่เกทเปิด ก็เดินไปเกทเลยครับซึ่งอยุ่ไม่ไกลกัน เราขึ้นที่เกท C1 A ครับ พอเดินไปถึงเกท จนท ก็ให้เดินลงไปขึ้นรถตู้ เพื่อพาไปขึ้นเครื่อง เพราะเครื่องไม่ได้เทียบงวงที่อาคาร ชั้น Biz Class จนท จะให้นั่งรถตู้แยกไปต่างหาก ชั้นปกติจะได้นั่งรถบัส โดยให้รถตู้ไปส่งก่อน จากนั้นรถบัสค่อยตามไปครับ

มาถึงเครื่องแล้วก็ไปที่นั่งเลย ครั้งนี้ขอ จนท ที่เคาน์เตอร์เป็นที่นั่งฝั่งซ้าย ติดหน้าต่าง ก็ได้ที่นั่งเป็น 2A กับ 2C มา Biz Class จะมีทั้งหมด 12 ที่นั่ง วันนี้มีผู้โดยสาย 6 คน ก็นั่งไปสบายๆ ดูไม่แน่นครับ พอขึ้นเครื่อง ลูกเรือก็จะเสริฟน้ำ ผ้าเย็น และหนังสือพิมพ์ก่อนเลย จากนั้นก็นำเมนูอาหารมาให้เลือกไว้ก่อน ซึ่งผมก็เลือกไว้และบอกว่าขอทานช่วงเครื่องใกล้ๆ ลง เพราะตอนนี้ยังอิ่มอยู่เลย แล้วก็จะมีการนำถุงยังชีพมาให้ ผมเรียบแบบนี้นะครับ ฮ่าๆ ถุงนี้ก็จะมีพวกของใช้ต่างๆ  เช่น ผ้าปิดตา ครีมทามือ ถุงเท้า หวี แปลงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ ครับ จากนั้นก็มีมาเดินแจก Ipad mini สำหรับเป็น Inflight Entertainment

พอได้เวลา เครื่องก็ออกตามเวลาครับ พอบินได้ระดับ ก็มีเสริฟเครื่องดื่มและสแน็ค ให้ทานก่อนครับ จากนั้นก็จะเสริฟอาหารมื้อหลัก สำหรับท่านอื่นที่รับอาหารเลย แต่ผมกับแม่ยังไม่ทาน ก็เลยเอาผลไม้กับชีส และผลไม้แห้งมาเสริฟให้ก่อน ลูกเรือก็บริการดีครับ เอานั่นนี่มาเสนอให้ลองชิมเรื่อย จะรับอะไรก็บอกได้เลย ค่อนข้างบริการดีมากครับ

จากนั้นก็นั่งดูหนังไปครับ จนได้เวลาที่อาหารของผมมาเสริฟ ผมสั่งไว้เป็นเมนู ยำเห็ด+เส้นหมี่ผัดแกงฮังเลไก่ครับ ส่วนของแม่จะเป็นปลานิลผัดสมุนไพร พร้อมข้าวกล้องและข้าวหอมมะลิ ดูน่าตาน่าทานนั้ง 2 เมนูเลย เมนูของผมก็อร่อยดี ผมทานเกลี้ยงเลย กินเสร็จแล้วก็นั่งๆ นอนๆ ไปครับก่อนเครื่องลงก็มีมาเดินแจกผ้าอุ่น และใบเข้าเมืองมัลดีฟครับ

และแล้วเราก็มาถึงสนามบินนานาชาติอิบราฮิม ประเทศมัลดีฟส์แล้ว ก่อนเครื่องลงก็เริ่มมองเห็นวิวจากด้านบน สวยงามดีจริงๆ รู้สึกตื่นเต้นมากๆ กับการมามัลดีฟส์ ครั้งแรก สนามบินที่นี่เล็กๆ  เดินลงเครื่องเข้าตัวอาคารมาก็เจอ จนท ตม. เลย ปั้มตราผ่านให้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็ไปรอรับกระเป๋าได้เลย คนนั่ง Biz Class กระเป๋าก็จะออกมาก่อนนะครับ ไม่ต้องรอนาน ก็สะดวกรวดเร็วดีครับ

จากนั้นเดินออกมาด้านนอก เราก็ตรงไปที่เคาน์เตอร์ของรีสอร์ทที่พักเลย จะมีเคาน์เตอร์ของรีสอร์ทต่างๆ คอยบริการอยู่ อย่างของผมไปที่เคาน์เตอร์หมายเลข 15 ครับ จะสำหรับลูกค้าที่พัก รีสอร์ท Thulhagiri Island , Angaga Island และ Safari Island  ซึ่งทั้ง 3 เกาะนี้จะเป็นเครือเดียวกันครับ ซึ่งทริปนี้ผมพัก 2 ที่ครับ Safari Island 2 คืนแรก และคืนสุดท้ายอีก 1 คืนไปพักที่ Angaga Island ครับ ซึ่งทั้ง 2 รีสอร์ท นี้ก็จะเห็นว่ามีขายแพ็คเกจคู่กันด้วย อย่างใครไปหลายๆ วันก็แบ่งไปพักทั้ง 2 ที่ได้ครับ จะได้ไม่เบื่อ และจะได้เห็นวิวเกาะ ที่หลากหลายด้วยครับ ทางรีสอร์ทจะมีเรือรับส่งระหว่างเกาะให้ครับ

โอเค พอมาถึงเคาน์เตอร์ ยังไม่ทันได้ยื่นใบที่จองมาให้ ก็มองไปเห็นชื่อตัวเองพอดีในกระดาษของ จนท ก็เลยชี้เลยครับ จนท ก็เลยบอกว่าเดี๋ยวรออีก 4 ท่าน ที่พักที่เดี๋ยวกันมาก่อนครับ พอมาถึงที่เคาน์เตอร์ตรงนี้ เราไม่ต้องทำอะไรแล้วนะครับ ตั้งแต่ตรงนี้ไปจนถึงที่พัก และจนวันที่เรากลับ จะมีคนนำพาเราไปตลอดเลยครับ ไม่ต้องกลัวหลงหรือไปไม่ถูกครับ สบาย และสะดวกมากๆ

พอคนมาครบแล้ว จนท ก็พาเราไปเช็คอิน ที่สายการบินของเครื่องบินน้ำ หรือ Sea plane ครับ ชื่อว่า TRANS MALDIVIAN AIRWAYS ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันครับ ขั้นตอนการเช็คอินก็เหมือนกับการเช็คอินที่สนามบินเลยครับ มีการชั่งน้ำหนักกระเป๋าทุกใบ และได้เป็นใบ Borading pass ครับ ใครจะซื้อซิมต่อเน็ต ใส่มือถือ ก็ซื้อให้เสร็จที่สนามบินเลยนะครับ จะมีช๊อปอยู่ครับ

จากนั้นก็จะมีคนพาเรานั่งรถเพื่อไปที่สนามบินน้ำครับ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันกับสนามบินหลัก  โดยสนามบินน้ำจะมีทั้งหมด 3 อาคารครับ A B และ C ดูใน Borading pass ที่ได้นะครับว่าต้องลงที่อาคารไหน ของผมต้องลงที่ อาคาร C ครับ ท้ายสุด พอถึงอาคาร ก็จะมี จนท ตรวจ Borading pass เราอีกรอบครับและเขียนเวลาไฟล์ทของเราบน Borading pass ให้อีกครั้ง ของผมได้ขึ้นรอบเวลา 13.45 น. ตอนนั้นก็มีเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงในการนั่งรอ ก็เดินถ่ายรูปแถวนั้นรอไปก่อนครับ เจอ Free wifi ด้วยครับตรงนี้ เล่นรอพอดี

ระหว่างนั้นมี จนท สายการบินมาแจ้งว่ากระเป๋าของพวกผมไม่สามารถนำไปพร้อมกันได้ เพราะใบใหญ่ น้ำหนักสำหรับบินน่าจะเกินแล้วอะครับ เลยจะให้คนไปก่อน แล้วกระเป๋าจะตามไปไฟล์ทถัดไป ตอนเวลา 16.00 น. เดี๋ยวกระเป๋าส่งไว้ให้ที่ห้องพักเลย

พอใกล้ถึงเวลาก็จะมี จนท มาเรียกให้ไปนั่งในอีกห้องครับ จะมีที่นั่งแยกเตรียมไว้เลย ว่าใครไปโรงแรมไหนบ้าง ในห้องนั้นจะมีตู้แช่น้ำเปล่าอยู่นะครับ หยิบกินได้เลย ฟรีครับ ตอนแรกก็ไม่รู้ แต่เห็นพี่คนไทยหยิบ บอกว่าฟรีก็เลยหยิบบ้างครับ ฮ่าๆ

และแล้วก็ได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว แอบตื่นเต้นเลยครับ ครั้งแรกเลยที่ได้มานั่งเครื่องลำเล็กแบบนี้ เครื่องนี้ก็นั่งได้ประมาณ 15 คนมั้งครับถ้าจำไม่ผิด มีกัปตันอีก 2 ลูกเรืออีก 1 ก่อนเครื่องออกก็มีลูกเรือมาอธิบายความปลอดภัยต่างๆ อย่างรวดเร็วครับ กัปตันก็แต่งตัวสบายๆ นะครับ ใส่ขาสั้น รองเท้าแตะ บางคนก็เท้าเปล่าเลยครับ 555 อะไรจะชิลล์ขนาดนั้น

ถึงเวลานำเครื่องขึ้นครับ ขึ้นแบบง่ายๆ แป๊ปเดียวครับ ไม่ค่อยกระแทกอะไรมาก เพราะผิวน้ำค่อนข้างเรียบครับ แต่พอเครื่องขึ้นไปแป๊ปเดียว ดันเจอช่วงฝนครับ และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เครื่องแบบวูบ วูบ ลงจังหวะสั้นๆ 2 3 จังหวะ บนเครื่องนี่มีกรี๊ดกันเลยทีเดียวครับ ตอนนั้นแบบ โห เสียวสุดๆ ครับ นี่ต้อนรับกันตั้งแต่เริ่มบินเลยเหรอ 555 แต่พอผ่านช่วงฝนไปก็บินนิ่งเลยครับ ไม่น่ากลัวเลย บินกันประมาณ 30 นาทีก็ถึงที่ Safari Island Resort & Spa ครับ ที่พัก 2 คืนแรกของผม

ตอนที่เครื่องลงก็ไม่น่ากลัว เครื่องจะไปจอดที่โป๊ะเรือกลางทะเลใกล้ๆ จากนั้นก็จะมีเรือของทางโรงแรมไปรับมา คนลงที่รีสอร์ทนี้ทั้งหมด 6 คน ยังมีคนที่ต้องบินไปต่อ ฮ่าๆ พวกผมนี่รอดละ เพราะวันนี้อากาศไม่ค่อยดีเท่าไรครับ ฝนเป็นช่วงๆ พี่คนไทยที่ลงมาด้วยกันบอกว่า ตอนกลับขอนั่งเรือกลับได้ไหม 555 ต้องยอมรับว่าขามานี่เสียวจริงๆ  ซึ่งพี่กลุ่มนี้ ไปกลับไฟล์ทเดียวกันเลยครับ พักที่เดียวกันอีกต่างหาก ก็เลยได้รู้จักแลกไลน์แลกเฟสกันไว้ครับ คุยกันถูกคอ

โอเค จากนั้นเรือของโรงแรมก็มารับเราเข้าที่พัก มีพนักงานตอนรับด้วยการนำผ้าเย็นมาให้ จากนั้นเดินพาเราเข้าไปที่ Reception  และต้อนรับด้วย Welcome drink  จำไม่ได้ละว่าน้ำอะไรแต่กินหมดเกลี้ยง 555 จากนั้นพนักงานก็จะนำใบ Arrival card มาแจกให้เขียนครับ ใบนี้ก็จะมีรายละเอียดว่าเราพักวันไหนถึงวันไหน ไฟล์ทกลับกี่โมง อะไรประมาณนี้ มานี่แทบไม่ต้องแสดงหลักฐานการจองอะไรเลย เพราะเค้ามีข้อมูลเราอยู่แล้ว เค้าก็เดินมาถามแค่ชื่อและพาส จากนั้นพนักงานก็จะอธิบายนั่นนี่ให้เราฟังครับ แต่เค้าจะมีใบบอกรายละเอียดให้เรามาอีกที กรอกข้อมูลอะไรเสร็จก็เข้าที่พักได้เลยครับ


บรรยากาศตรง Reception

มีพนักงานเดินนำไปส่งถึงห้อง คืนแรกผมได้นอน เป็นห้องแบบ Water Villas ที่พักที่นี่จะมี 3 แบบนะครับ
(วันแรกที่มาถึงฟ้าจะครึ้มๆ นะครับ)
1.    Beach Villas คือที่พักบนชายหาด

2.    Semi Water Villas คือที่พัก ด้านหน้าจะอยู่บนฝั่ง และหลังห้องจะเป็นทะเล มีบันใดลงเล่นน้ำ ได้เหมือน Water Villas



3.    Water Villas คือห้องพักที่อยู่กลางน้ำ

เดี๋ยวผมจะได้นอนห้อง 2 ประเภทครับ คือ Water Villas และ Semi Water Villas เดี๋ยวช่วงท้ายจะบอกนะครับว่าจากที่ได้ไปลองพักชอบแบบไหนมากกว่ากัน

ระหว่างเดินมาห้องพัก ตอนมาเหยียบสะพานโซน Water Villas ต้องบอกว่ารู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะสวยและบรรยากาศดีจริงๆ ยิ่งมาครั้งแรกด้วยก็เลยตื่นเต้นเป็นพิเศษ เราได้พักห้อง 158 ครับ เกือบจะปลายๆ ของโซนเลย แอบเดินไกลนิดหนึง แต่บางคนก็บอกอยากนอนไกลๆ ก็แล้วแต่ชอบแล้วกันนะครับ ฮ่าๆ



พอเข้าห้องพักก็ต้องบอกว่าสวยงามจริงๆ พนักงานก็อธิบายนั่นนี่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  ผมนี่รีบวิ่งไปรับบรรยากาศตรงระเบียงหลังห้องเลยครับ ฟินสุดๆ  เพราะน้ำใสมาก เดินลงไปก็กำน้ำดูปะการังได้เลย เพราะมองไปก็เห็นครับปะการัง น่าเล่นน้ำสุดๆ แต่ยังเล่นไม่ได้ เพราะ กระเป๋าเรายังไม่มา ช่วงนี้ก็ให้มานอนพักก่อนครับ เพราะเหนื่อยกับการเดินทาง แต่ผมยังไม่พัก เดี๋ยวพาออกไปเดินสำรวจเกาะดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

–    ที่นี่ก็จะมี Gym ที่ออกกำลังกายครับ มีอุปกรณ์ต่างๆ ค่อนข้างครบสำหรับคนเล่นกล้าม แต่อาจจะมีอย่างละเครื่อง 2 เครื่อง แต่หลากหลาย แล้วก็จะมีโต๊ะปิงปอง ตั้งอยู่ด้านนอก จะตั้งอยู่ระหว่างทางเดินไป Water Villas

–    มีศูนย์กีฬาทางน้ำต่างๆ ครับ กิจกรรมทางน้ำต่างๆ ก็มาติดต่ออุปกรณ์ได้ที่นี่ จะตั้งอยู่บริเวณปลายโซนที่พัก Semi Water Villas ครับ

–    มี Thai Spa ครับ ก็จะเป็นพนักงานคนไทยทั้งหมดเลยครับน่าจะประมาณ 5 คน ราคาจะเริ่มที่ 80 USD นะครับ คนไทยจะลด 20%  จะตั้งอยู่ระหว่างทางเดินไป Water Villas ตรงสะพานเลยครับ

–    มีสระว่ายน้ำ ที่ไม่ค่อยมีคนสนใจลงเล่นเท่าไร เพราะน้ำทะเลที่นี่สวยและใสมาก คนก็จะเล่นน้ำทะเลกันซะมากกว่า ข้างสระว่ายน้ำก็จะมีบาร์ ครับ มานั่งดื่ม นอนพักรับลมริมสระได้เลยครับ มี Wi-fi free นะครับตรงนี้

–    นอกจากบาร์ตรงสระว่ายน้ำแล้วก็จะมีบาร์ตรงข้างห้องอาหารอีก 1 ที่ครับ ถ้ามาตรงนี้ก็จะได้มองวิวทะเลและมองดูปลาไปด้วยครับ ปลาว่ายมาแถวนี้เยอะครับ ใครชอบบรรยากาศแบบไหนก็มานั่งได้เลย มี Wi-fi free นะครับตรงนี้
–    และห้องอาหาร ที่นี่มีห้องอาหารเดียวครับ ก็จะเป็นบุฟเฟ่ต์ ทุกมื้อ เมนูอาหารแต่ละมื้อก็จะแตกต่างกัน ที่นี่ก็มี Wi-fi free

ฝั่งซ้ายเป็นบาร์ ฝั่งขวาเป็นห้องอาหารครับ

เดินสำรวจที่พักเสร็จแล้วก็เดินกลับห้อง เดินผ่านชายหาด ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าลงเล่นน้ำนะครับ แต่ก็ยังเล่นไม่ได้วันนี้ กระเป๋ายังไม่มา กระเป๋ามาส่งที่ห้องก็ประมาณ 6 โมงเย็น ก็เลยพากันอาบน้ำไปกินมื้อค่ำดีกว่า มื้อค่ำที่นี่เริ่มเวลา 19.30 – 22.00 น. ครับ ประมาณทุ่มหนึง คนก็เริ่มออกมานั่งเล่นรอตรงสระน้ำแล้ว เพราะอยู่ใกล้ๆ กับห้องอาหาร

ห้องอาหารเปิด ทุกคนต่างรีบเดินเข้าไป ห้องอาหารที่นี่เค้าจะมีการจัดโต๊ะไว้ให้แล้ว ว่าห้องไหน ต้องนั่งโต๊ะไหน จะมีเลขห้องวางไว้บนโต๊ะ ถ้าไปครั้งแรกให้แจ้งพนักงานนะครับ เดี๋ยวจะมีพนักงานพาไปนั่ง สังเกตว่าระหว่างเดินไปที่โต๊ะตัวเอง มีบางโต๊ะที่จะโรยด้วยกลีบดอกไม้สวยงาม น่าจะเป็นโต๊ะที่แขกที่เข้าพักมาฮันนีมูน และอีกประเด็นที่เค้าต้องล๊อคโต๊ะว่าห้องไหนนั่งโต๊ะไหน น่าจะให้ง่ายต่อการเช็ค เพราะแต่ละห้องอาจจะมาด้วยแพ็คเก็จที่ต่างกัน เช่นอย่างผมมาแบบ Full Board คือที่พักรวมค่าอาหารเช้า กลางวัน เย็น แต่ไม่รวมค่าเครื่องดื่ม ถ้าสั่งเครื่องดื่มก็คือต้องคิดตังค์เพิ่ม เป็นต้น

พอนั่งโต๊ะก็รีบไปสำรวจไลน์อาหารมื้อเย็น อาหารเยอะมากครับมีให้เลือกหลากหลายครับ ดูตามรูปเอาแล้วกันนะครับ ผมก็ถ่ายให้ไม่ทันเพราะคนมาตักเยอะ นั่งกินเรื่อยๆ ตักนั่นตักนี่มากิน กว่าจะออกจากห้องอาหารก็เกือบๆ 4 ทุ่ม กลับที่พักไปก็พักผ่อนเลยครับ

กิจกรรมตอนกลางคืนจะไม่ค่อยมีอะไรนะครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกิจกรรมตอนกลางวันซะมากกว่าครับ ตอนกลางคืนก็จะมีบาร์ตรงสระน้ำ กับตรงรอบๆ สระน้ำนะครับ ที่น่ามานั่ง เพราะบรรยากาศดีมี Wi-fi free ครับ บาร์ปิดดึกอยู่ครับประมาณ 4 5 ทุ่มมั้งครับ สำหรับวันนี้ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้

จบวันแรกครับ
——————————————————————————
มาต่อกันที่วันที่ 2
19/06/2016

เช้านี้ก็ตื่นมารับบรรยากาศมัลดีฟส์แต่เช้า มานั่งเล่นนอนเล่นอยู่หลังห้อง ช่างเป็นช่วงเวลาที่ชิลล์ดีมาก จากนั้นก็เตรียมตัวไปทานมื้อเช้า มื้อเช้าที่นี่จะเริ่ม 7.30 – 10.00 น.  อ้อ ลืมเล่า เมื่อวานตอนกลับมาห้องได้รับจดหมายที่ห้อง แต่ จดหมายดันเป็นภาษาจีน สงสัยพนักงานเข้าใจว่าผมเป็นคนจีน เช้านี้ก่อนไปห้องอาหาร ก็เลยต้องแวะไปถาม ก็เลยได้ความว่าวันนี้ต้องย้ายห้องมาพัก ที่ Semi Water Villas ซึ่งตรงนี้ทราบก่อนมาแล้วครับ แต่ในจดหมายได้นัดแนะเวลาว่าพนักงานจะไปย้ายกระเป๋าให้ตอนกี่โมงอะไรประมาณนั้น แต่เดี๋ยวไปทานมื้อเช้าก่อนค่อยไปย้ายครับ

พอเดินไปที่ห้องอาหาร สังเกตว่าขวดน้ำที่ทานไม่หมดเมื่อวาน เค้าจะวางไว้ที่โต๊ะเราเหมือนเดิมครับ ไม่ได้เก็บทิ้ง เอาไว้ทานมื้อต่อไป จนกว่าเราจะทานหมด เพราะน้ำดื่มถือว่าเป็นของมีค่านะครับ ไม่ไช้ทิ้งๆ ขว้างๆ แต่เช้านี้แดดส่องที่โต๊ะผมครับ พนักงานเลยพาไปนั่งที่ใหม่ จากนั้นก็ไปตักอาหารได้เลย

ไลน์อาหารตอนเช้าก็ยาวเท่ากับไลน์อาหารตอนกลางคืน แต่อาหารก็จะเปลี่ยนรูปแบบเป็นเมนูอาหารเช้า ต่างๆ ตอนเช้าจะมีพวกน้ำส้ม นม นะครับ ก็ไม่ต้องสั่งน้ำเพิ่มก็ได้ สำหรับคนที่แพ็คเกจไม่ได้รวมเครื่องดื่ม

ทานมื้อเช้าเสร็จก็กลับไปเก็บกระเป๋าครับ จากนั้นก็ทำการย้ายห้องมาอยู่ ที่โซน Semi Water Villas ห้อง 134 ห้องประเภทนี้ ด้านหน้าก็จะเป็นบนฝั่ง ส่วนด้านหลังก็จะเป็นทะเลเหมือนโซน Water Villas ครับ ก็เลยได้ชื่อว่า Semi Water Villas  จะบอกว่าผมชอบที่นี่มากกว่า Water Villas อีก เพราะที่นี่ใกล้ห้องอาหาร ใกล้สระว่ายน้ำด้วย เดินมาเล่น Wifi free ใกล้ๆ  อีกอย่างก็ลงเล่นน้ำหลังห้องได้เลยเหมือน Water Villas ครับ ด้านหลังห้องก็จะมีแนวปะการังให้ไปว่ายน้ำดูปลาดูประการังได้เหมือนกันครับ


กิจกรรมช่วงกลางวัน วันนี้ของผมกับแม่ก็ เดี๋ยวจะเล่นน้ำ ว่ายน้ำดูปะการังกันหลังห้องนี่แหละครับ ลงทุนซื้อหน้ากากดำน้ำแบบปิดทั้งหน้า พกมาจากเมืองไทยครับ ทุกห้องเค้าจะมีเสื้อชูชีพ วางไว้ให้ในห้องเลยนะครับ สำหรับไปไว้ลงว่ายน้ำครับ ดีมากๆ จากนั้นก็พากันเล่นน้ำดำน้ำยาวเลย ไปจนเที่ยงครึ่งละครับถึงไปออกไปกินมื้อเที่ยง


ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกับการดำน้ำดูปะการังแบบนี้ครับ เพราะเป็นครั้งแรกของผมเลย คือระดับน้ำก็กำลังพอดีไม่ลึก ไม่ตื่นจนเกินไป ประมาณอก น่าจะได้ครับตอนนั้น เดินไปหลังห้องก็เป็นแนวปะการังเลย ปลาก็ว่ายไปว่ายมาเยอะครับ เล่นน้ำจนตัวดำเลยครับวันนี้

ดำน้ำเสร็จ พาออกไปทานมื้อเที่ยงกันครับ มื้อเที่ยงที่นี่เปิดให้ทานช่วงเวลา 12.30 – 14.00 น. ครับ เดินมาถึงก็นั่งโต๊ะเดิมที่นั่งเมื่อคืนครับ เพราะเค้ามีระบุโต๊ะไว้ให้แล้ว ไลน์อาหารมื้อเที่ยงเป็นมื้อที่ผมกับแม่ชอบที่สุดครับ เพราะมีเมนูที่ออกแนวที่เป็นอาหารที่คนไทยกินกันครับ พวกข้าว หรือเรียกว่าถูกปากคนไทยนั่นแหละครับ กับข้าวเมนูต่างๆ มีให้เลือกเยอะครับ

ทานข้าวเสร็จออกไปหาเดินเที่ยวเล่น ถ่ายรูปแล้วก็กลับมาพักที่ห้องครับ ช่วงเย็นมีกิจกรรมออกไปตกปลายามเย็นดูพระอาทิตย์ตก

กิจกรรมจะช่วง 17.00 น. พนักงานนัดที่ Reception ประมาณ 16.45 น.  ถึงเวลา ผมกับแม่ก็เดินมา แล้วก็มีกลุ่มคนจีนอีกหลายคนครับ พอได้เวลาพนักงานก็พาเราเดินไปขึ้นเรือ ซึ่งใช้เรือ Safari Boat ครับพาไป เป็นเรือที่เป็นห้องพักด้านล่าง สรุปทั้งกรุ๊ปที่ไปตกปลาวันนี้ มีผมกับแม่เป็นคนไทย 2 คน นอกนั้นคนจีนทั้งหมด 10 กว่าคน

เรือขับพาเราออกไปไม่ไกลมาก ก็จะถึงจุดที่จอดให้ตกปลา คนเรือก็แจกที่จกปลาให้คนละอันพร้อมกับเหยื่อที่เป็นปลา และให้กระกายกันยืนรอบเรือ บรรยากาศวันนี้ดีมากเลย สมกับเป็นการตกปลาชมพระอาทิตย์ตกจริงๆ

ระหว่างตกปลาก็มีเรื่อง เฮฮา สนุกสนานกับคนจีนมากมายครับ บางคนตกตั้งนาน ทำไมเบ็ดนิ่งๆ พอเอาขึ้นมาดูเท่านั้นแหละ เหยื่อโดนกินไปแล้ว บางคนนึกว่าตกได้ปลา พอดึงเบ็ดขึ้นมา เบ็ดเกี่ยวกันกับอีกคนซะงั้น ขำกันใหญ่ครับ ตกกันเป็นชั่วโมงไม่มีใครได้ แต่พอค่ำๆ คนเรือตกได้ก่อนเลยครับตัวแรก หลักจากนั้นคนจีน ก็ตกได้มาอีก 3 ตัว ตื่นเต้นกันใหญ่ครับ แต่ผมสงสัยจะทำบาปไม่ขึ้น ตกไม่ได้ซักตัว 555 ตกจนประมาณทุ่มนิดๆ ครับ เรือกก็พาเรากลับมาที่พัก ถึงที่พักก็ประมาณ ทุ่มครึ่ง ได้เวลามื้อค่ำพอดีครับ

มาถึงมื้อค่ำ นั่งโต๊ะเดิมนะ ฮ่าๆ ระหว่างที่กำลังทานมื้อค่ำ ก็มีคนจีนเอาปลาที่ตกได้มาแบ่งให้ทาน คือทางโรงแรมเค้าเอาปลาที่ตกได้มาทำให้กินด้วยครับ แบ่งกันตามโต๊ะ เดินแจกกันสำหรับคนที่ออกไปตกปลามา ย่าง มาใหม่ๆ ร้อนๆ เนื้อปลานี่หวานดีเชียว อร่อยเลย คนจีนกลุ่มที่ผมไปด้วยนี่เค้าก็น่ารักกันดีนะครับ ตอนตกปลานี่ก็สนุกสนานเฮฮามากจริงๆ มื้อค่ำยังมีเดินเอาปลามาแบ่งให้อีก สำหรับวันนี้กิจกรรมตกปลาเป็นกิจกรรมที่ผมรู้สึกว่าสนุกมากครับ

ทานข้าวเสร็จก็พาแม่กลับเข้าที่พักนอน แต่ผมเดินออกมาหาถ่ายรูปข้างนอก มาเจอพี่คนไทยนั่งอยู่ตรงสะว่ายน้ำ ก็เลยนั่งคุยกันยาวเลย ถึงประมาณ 5 ทุ่มกว่างๆ ก็เลยเดินกลับเข้าห้องนอนดีกว่า เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางไปเกาะ Angaga Island ครับ ต้องย้ายที่พักนั่นเอง

จบวันที่ 2 คร๊าบบ

—————————————————————————————-
มาต่อกันนที่วันที่ 3
20/06/2016

วันนี้รีบตื่นเก็บกระเป๋ากันแต่เช้า เพราะวันนี้มีย้ายไปพักที่ เกาะ Angaga Island ซึ่งก็เป็นเกาะเครือเดียวกันกับ Safira Island นี่แหละครับ เมื่อวานช่วงค่ำ มีพนักงานเอาใบ มาเสียบไว้ที่ประตู้แล้วครับ ว่าวันนี้กำหนดการเดินทางเป็นยังไง จะมีพนักงานไปรับกระเป๋าที่ห้องกี่โมง ออกเดินทางกี่โมง สรุปก็คือออกเดินทาง 9 โมง เช้านี้พอห้องอาหารเปิดตอน 7.30 น. ก็เลยต้องรีบไปกิน ประมาณ 8 โมงกว่าๆ ก็มานั่งรอที่ Reception ครับ เดี๋ยวมีพนักงานมาเรียกพาไปขึ้นเรือ

พอ ได้เวลาประมาณ 9 โมงก็มีพนักงานพาเราไปขึ้นเรือเพื่อที่จะไปส่งที่ Angaga Island โดยเราจะนั่ง Safari Boat ไปครับ ซึ่งก็จะเป็นเรือไว้คอยรับส่งระหว่างทั้ง 2 เกาะ เพราะที่นี่เค้าขายแพ็คเกจร่วมกันครับ สำหรับใครที่อยากจะสัมผัสได้บรรยากาศ การพัก หลายๆ เกาะ จะได้ไม่เบื่อนะครับ สำหรับใครที่ไปหลายๆ วัน ก็แบ่งไปพักได้ทั้ง 2 เกาะ

Safari Boat จะเป็นเรือที่เป็นห้องพัก ใครที่พัก 5 คืนขึ้นไป สามารถเปลี่ยนบรรยากาศจากการนอนบนเกาะ มานอนบนเรือได้ และ Safari Boat ก็จะใช้เป็นเรือรับส่งระหว่างไปทำกิจกรรมต่างๆ ด้วย ใครที่ไปพักที่ Safari Island ก็จะได้สัมผัสบรรยากาศและได้ไปถ่ายรูปบนเรือแบบนี้แน่นอน

นี่คือบรรยากาศบนเรือครับ ด้านในก็จะเป็นห้องพักเลย มีห้องนอน ห้องนั่งเล่น ครัวทำกับข้าว มีห้องน้ำ มีไฟฟ้าใช้ด้วยนะครับ ถ้าอากาศดีๆ จะมีเบาะนอนด้านหน้าเรือด้วย ทั้งเรือมีแค่ผมกับแม่ 2 คนครับ แล้วก็มีคนเรืออีก 3 คน

ตอนแรกก็เข้าไปนั่งด้านในเรือ แต่มีคนเรือมาตามว่า อยากไปนั่งข้างนอกไหม มีที่นอนอยู่หน้าเรือ ผมก็เดินออกไปดู พอเห็นเท่านั้นแหละ โห นี่มันสุดยอดไปเลย เหมือนที่ดารา ไฮโซเค้ามาเที่ยวกันเลย ฉากแบบนี้ ถ่ายรูปรัวๆ เลยครับ ณ นาทีนั้น คนเรือก็บริการสุดฤทธิ์ ผมก็นั่งๆ นอนๆ ชมบรรยาการไปเรื่อยๆ ครับ ช่างเป็นช่วงเวลาที่สบาย ชิลล์ๆ ดีจริงๆ ครับ

ระหว่างนั้นคนเรือเดินมาเรียกให้ไปตกปลา ผมก็เลยเดินไปหลังเรือ ก็เจอว่าปลาติดเบ็ดละ เค้าให้ผมดึงขึ้นมา ตอนนั้นลุ้นมาก  ว่าปลาอะไรที่ติดเบ็ด เพราะแรงดึงมันเยอะมาก สรุปเป็นปลาทูน่า ตัวอ้วนๆ  2 ตัวครับ พึ่งจะเคยได้มาเห็นปลาทูน่าตัวเป็นๆ ก็งานนี้ละครับ คนเรือก็บอกเดี๋ยวเอาปลาทำอาหารให้ทาน โอ้โห อะไรจะแจ่มปานนั้น ผมก็เลยบอกงั้นเดี๋ยวใกล้ๆ ถึงอีกเกาะค่อยทำนะ ตอนนี้ยังไม่หิว

นั่งไปได้ประมาณครึ่งทางคนเรือก็เริ่มทำปลาที่จับมาได้ให้ทานครับ แต่ช่วงนั้นฝนด้านนอกตกพอดี ก็เลยเข้ามานั่งในเรือ งานเข้าเลยครับทีนี้ มานั่งในเรือผมเลยมีอาการเมาเรือ กลิ่นปลาทูน่าที่ว่าหอมๆ ตอนแรก กลายเป็นได้กลิ่นเลยจะอ๊วก เลยออกมานั่งตากฝนนอกเรือ ก็ดีขึ้นครับ สรุป ทูนงทูน่า ก็เลยอดกินครับ แค่ได้กลิ่นก็จะอ๊วกแล้วตอนนั้น

นั่งเรือได้ประมาณ 2.30 ชั่วโมง ก็เริ่มมองเห็นเกาะ  Angaga Island ครับ ตอนเรือจอดที่ท่า ก็มีนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่เตรียมเดินทางไป Safari Island มายืนรอที่ท่า ก่อนลงเรือก็ไม่ลืมให้ทิปคนเรือครับ เพราะดูแล บริการผมกับแม่ดีมากจริงๆ คนเรือก็ยิ้มแย้ม ก่อนออกเรือไปยังมีโบกมือลากันอีก เป็นการล่องเรือมาที่ประทับใจมากจริงๆ ครับ

และแล้วก็มาถึงที่ Angaga Island Resort & Spa  เป็นอีกที่ๆ สวยมากจริงๆ ลงเรือมาตอนที่อากาศกำลังดีเลย มาถึงที่นี่สิ่งที่สังเกตเห็นได้เลยคือ ปลาเยอะมาก ยิ่งตรงท่าเรือ มีนักท่องเที่ยวมาดำน้ำตรงจุดนี้กันเยอะ เพราะมีแนวปะการังอยู่ สามารถเห็นปลา กระเบน เต่า ปลาฉลาม ได้ที่ตรงท่าเรือนี้เลยครับ ปลาเยอะมากจริงๆ


เดี๋ยวเราไปเข้าห้องพักกันก่อน เราได้พักห้อง Superior Water Villa ซึ่งจะเป็นห้องที่ราคาสูงที่สุดครับ Water Villa ที่นี่จะมี 2 ฝั่งครับ
1. Water Villa ฝั่งขวามือ ซึ่งจะเป็น โซนเดิมที่มีมาแต่แรกครับ แต่ฝั่งนี้ก็ค่อนข้างสวยมากเลยทีเดียวครับ

2. Superior Water Villa ฝั่งซ้ายมือ โซนนี้จะเป็นโซนสร้างใหม่ครับ ห้องเลยจะกว้างกว่าโซนเดิม ราคาก็เลยจะสูงกว่าหน่อยครับ

3. Beach Villa ก็คือที่พักบนชายหาดนั่นเองครับ

เข้ามาถึงห้องพักต้องบอกเลยว่าเหมือนกับที่ Safari Island เลย ห้องพักก็สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบเปิดห้องเข้าไปนี่แอร์เย็นดีเลย เนื่องจากเป็นเครือเดียวกัน รูปแบบการบริการต่างๆ ก็จะเหมือนหรือคล้ายๆ กันเลยครับ แต่ระดับน้ำ Water Villa ที่นี่จะสูงหน่อยครับ ช่วงที่น้ำขึ้น แต่ช่วงที่น้ำลงก็จะระดับกำลังลงเล่นได้พอดี


บรรยากาศหลังห้องพัก ถึงวันนี้ฟ้าไม่ใส แต่ก็ยังสวยมากๆ ครับ

Wi-fi ที่นี่จะมี Free แค่ตรงโซน Reception ห้องอาหาร  แต่ผมก็ซื้อเป็นแบบ 1 day เอาเลยครับ 7 USD สะดวกดีครับ จะได้เล่นตรงไหนก็ได้

มาถึงที่นี่ทันกินมื้อเที่ยงพอดี รีบเอาของเก็บที่ห้องแล้วก็เดินออกมา กินมื้อเที่ยงก่อนเลย มื้อเที่ยงก็หลากหลายครับ ที่นั่งที่นี่ก็จะมีเป็นโต๊ะประจำให้เราเลยครับ เหมือนที่ Safari Island ทุกอย่าง เมนูอาหาร อะไรต่างๆ ก็ค่อนข้างคล้ายๆ กันครับ ทานน้ำไม่หมด ก็วางไว้ที่โต๊ะ ไว้ทานมื้อต่อไป

ทานข้าวเสร็จ ได้เวลาออกไปเดินสำรวจเกาะครับ ว่าบนเกาะมีอะไรบ้าง


ตรงนี้จะเป็นบาร์ที่อยู่ใกล้ๆ กับ Reception และห้องอาหารครับ


Duny Thai Spa ด้านในมีพนักงานคนไทยทั้งหมดครับ ผมเดินเข้าไปพูดคุยกับพี่ๆ พนักงาน อยู่พักใหญ่เลยครับ พี่ๆ ให้การตอนรับดีมากครับ


ศูนย์กิจกรรมทางน้ำครับ ต้องการเล่นกิจกรรมอะไรเกี่ยวกับทางน้ำติดต่อที่นี่ได้เลย มีเป็น จนท ฝรั่ง คอยดูแลครับ ดูเชี่ยวชาญมาก


Banana Boat ไม่ได้มีแค่ที่ไทยนะครับ ที่นี่ก็มีครับ


เดินเรียบชายหาดไปจะเห็น Water Villa จะเป็น โซนเดิม มองไปสวยทีเดียว เดี๋ยวเราจะเดินไปสำรวจกันครับ



Water Villa โซนนี้ใหญ่มาก มีหลายห้อง หลายสุดของโซนนี้จะเป็นบาร์ที่เปิดช่วงเย็นสำหรับชมพระอาทิตย์ตกโดยเฉพาะ ครับ


พนักงานที่สปา บอกว่าถ้าจะมานั่งชมพระอาทิตย์ที่บาร์นี้ต้องรีบมาจองที่นั่งครับ เพราะคนจะมาที่นี่เยอะครับช่วงเย็น


เดินเรียบชายหาดเล่นไปเรื่อยๆ ครับ


โซนหน้าเกาะ ตรงสะพานท่าเทียบเรือจะเป็นจุดดำน้ำ  เพราะมีแนวปะการังตรงนี้เยอะเลย ปลาก็เยอะมากๆ


เกาะนี้ปลาเยอะจริงๆ ครับ ปลาเล็กปลาน้อยว่ายเป็นฝูง อยู่หลายฝูงเลยครับ ปลากระเบนผมก็เจอหลายตัวนะครับ


ฉลามก็ได้เห็นนะครับ ว่ายมาน้ำตื้นๆ เลย ผมยืนมองอยู่ตรงสะพานนี่เห็นหลาเยอะเลย ฉลามที่นี่ไม่ดุนะครับ คนก็ดำน้ำไป ฉลามก็ว่ายไป 555 พี่ที่ สปา บอกว่าถ้าเจอฉลามไม่ต้องตกใจ ฉลามที่ว่ายมาน้ำตื้นมันจะไม่ดุ มันว่ายมากินปลาเล็ก ปลาน้อย ถ้าเจอระหว่างที่ดำน้ำก็ให้ทำเป็นไม่เห็นไปเลย อย่าไปแหย่มันก็พอ

เดินสำรวจเกาะเสร็จกลับไปพักที่ห้องก่อนจะออกมาทานมื้อค่ำ อาหารมื้อค่ำที่นี่หลากหลายมาก ตอนมื้อค่ำนี่คนเต็มห้องอาหารเลย พึ่งเห็นตอนเย็นนี่แหละครับว่าแขกเข้าพักเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นฝรั่งทั้งนั้น ก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปไลน์อาหารมาให้ดูเลย คนเยอะถ่ายไม่ได้เลย


ทานมื้อค่ำเสร็จต้องเดินไปเครียค่าใช้จ่าย ต่างๆ ที่เราสั่งนอกเหนือจกแพ็คเกจที่เราซื้อมานะครับ ช่วงเย็นจะมีใบ Departure Information มาเสียบไว้ที่ประตูห้องครับ ใบนี้จะบอกกำหนดการต่างๆ ของเราในวันพรุ่งนี้ครับ ผมว่าใบนี้ดีมากๆ เลยครับ มันทำให้เรารู้กำหนดการเรา ว่าต้องอะไรยังไง เครียค่าใช้จ่ายเสร็จก็กลับห้องพักผ่อนคร๊าบบ

จบวันที่ 3


มาถึงวันสุดท้ายกันแล้วครับ
21/06/2016

วันนี้ตื่นเช้า เก็บกระเป๋า แล้วก็ออกมากินมื้อเช้าครับ

บรรยากาศตอนเช้าวันนี้ดีมากๆ เลยครับ แดดออกแต่เช้า ฟ้าเป็นใจครับวันนี้

กินมื้อเช้าเสร็จ กลับห้องเครียของแล้วก็เอากุญแจมาเช็คเอาท์ที่ Reception กระเป๋าวางไว้ที่ห้องได้เลยนะครับ เดี๋ยวมีพนักงานยกไปส่งจนขึ้น Sea plane เลย ระหว่างนี้ก็รอ Sea plane มารับครับ เวลาที่ทางโรงแรมแจ้งเราจะเป็นเวลาโดยประมาณ เพราะ Sea plane อาจจะมีแวะรับผู้โดยสารมาจากอีกหลายเกาะครับ

วันผมกลับเป็นวันที่ อากาศดีมากครับ ฮ่าๆ พอมีแดด ออกแล้วความสวยของเกาะเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าเลยครับ สวยจริงๆ น้ำยิ่งใสอยู่แล้ว


พอเครื่องบินใกล้จะมา ทางโรงแรมก็พาเราไปที่ท่าเรือ เพื่อขึ้นเรือ ไปที่ท่ากลางน้ำ เพื่อรอขึ้นเครื่องบินน้ำ
ต้องรอให้เครื่องบินน้ำลงจอดให้เรียบร้อยก่อนนะครับ เรือถึงจะขยับเข้าไปเทียบท่า


พอขึ้นเครื่องก็เจอคนนั่งกันเกือบเต็มลำ แสดงว่าที่นี่เป็นรับที่สุดท้ายแล้วก็บินตรงไปสนามบินมาเล่เลย ดีครับจะได้ไม่ต้องขึ้นลงหลายรอบ ฮ่าๆ




ระหว่างทางก็เห็นวิวสวยๆ เยอะครับ วันนี้อากาศดีด้วยครับ มา มัลดีฟส์ ต้องนั่ง Sea plane เท่านั้นนะครับ ถึงจะได้เห็นวิวสวยๆ จากด้านบนแบบนี้ เรียกได้ว่าคุ้มครับ เพราะสวยมากจริงๆ

นั่ง Sea plane กันมาไม่ถึง 40 นาที ก็มาถึงสนามบินน้ำใกล้ๆ กับสนามบินมาเล่  เดินตามพนักงานไปขึ้นรถ เพื่อไปยังสนามบินได้เลย กระเป๋าไม่ต้องถือเอง เดี๋ยวมีรถขนไปส่งที่สนามบินเลยครับ

พอถึงสนามบิน ก็รีบรับกระเป๋าแล้วรีบไปเช็คอินเลยครับ เพราะตอนนั้นเหลือเวลาเกือบๆ 2 ชั่วโมง รู้สึกว่าต้องรีบแล้วครับ แต่สนามบินที่นี่ไม่ใหญ่ครับ ผ่าน ตม และจุดตรวจความปลอดภัยก็แป๊ปเดียวครับ

ขากลับแวะไปหาอะไรกินที่ห้องรับรองสายการบิน ก่อนครับ คนข้างในเยอะเลยไม่กล้าถ่ายรูปมาให้ดูนะครับ เกรงใจ
ไปรอขึ้นเครื่องหน้าเกทกันดีกว่าครับ เจอพี่ๆ คนไทย ไปกลับไฟล์ทเดียวกันเลยครับ พักที่เดียวกันอีก คุยกันสนุกสนานครับ การเดินทางมักทำให้เราได้พบเจอคนใหม่ๆ นะครับ

และแล้วก็ได้เวลาขึ้นเครื่องคร๊าบบ

ลากันไปด้วยภาพนี้ครับ จบรีวิวทริปมัลดีฟส์ ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะครับ หวังว่าน่าจะพอได้ขอมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกที่พักนะครับ พบกันใหม่รีวิวการเดินทางครั้งต่อไปครับ

 



Booking.com

Facebook Comments

Related posts

One thought on “Review พาเที่ยว “มัลดีฟส์” นอนกลางน้ำ นั่ง Seaplane พักที่ Safari Island และ Angaga Island

  1. safari island has virtually no snorkeling to speak of . velidhu has pretty good snorkeling , angaga very good. Is there really no snorkelling at safari island, reviews on here seem to be positive for snorkelling and the island is surrounded by a reef?