พาไปเยือนอิหร่าน มนต์เสน่ห์แห่งอาณาจักรเปอร์เซีย กับการเปิดเส้นทางบินใหม่ของ Thai Airways สู่ เตหะราน

reMAY-13

กด Like ติดตาม Fanpage M Journey – เอ็ม พาบิน : คลิกที่นี่


สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมารีวิวทริป เที่ยวอิหร่าน ที่จบไปเมื่อวันที่ 1-5 ต.ค. 2559

กับการเปิดตัวเส้นทางบินใหม่ของการบินไทย บินตรง สู่เตหะราน ประเทศอิหร่าน

ที่เปิดตัวบินไฟล์ทแรกไปเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งทริปนี้ผมได้มีโอกาส ร่วมเดินทางไปกับการบินไทย

อิหร่าน ก็เป็นอีกประเทศครับที่ผมสนใจและมีอยู่ในรายชื่อประเทศที่คิดว่าอยากจะเดินทางไป เพราะอิหร่าน ก็เป็นดินแดนอาณาจักรเปอร์เซีย เดิม ซึ่งมีอารยธรรม ศิลปะอันเก่าแก่ที่ดูแปลกตาไปจากสิ่งที่เคยเห็นมาครับ และนี่ก็เป็นการเดินทาง ไปประเทศทางตะวันออกกลาง หรือที่หลายคนอาจจะเรียกว่าเมืองแขก ครั้งแรกของผมเลย รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งครับ ที่จะได้เดินทางไปในที่ๆ ไม่เคยไป

.
และทริปนี้เราได้เดินทางไปเที่ยว 2 เมือง ของอิหร่านครับ ซึ่งก็คือเมืองเตหะราน และเมืองอีสพาฮาน ได้พบเจอสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม อะไรที่แปลกตามากมายครับ รีวิวนี้ผมจะเน้นเล่าการเดินทาง และสิ่งต่างๆ ที่ได้ไปพบเจอมานะครับ ติดตามได้ในรีวิวได้เลยนะครับ

ก่อนจะไปอิหร่าน มารู้จัดข้อมูลพื้นฐาน เกี่ยวกับประเทศอิหร่านกันก่อนครับ

สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran) หรือ อิหร่าน (Iran)

ที่ตั้ง : เป็นประเทศในตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งช่วงก่อนปี พ.ศ. 2478
ชาวตะวันตกเรียกว่า เปอร์เซียอิหร่านมีพรมแดนทางทิศตะวันออกติดต่อกับปากีสถาน (909กิโลเมตร)
และอัฟกานิสถาน (936กิโลเมตร) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดต่อกับเติร์กเมนิสถาน (1,000กิโลเมตร)
ทิศเหนือจรดทะเลแคสเปียน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดต่อกับอาเซอร์ไบจาน (500 กิโลเมตร) และ
อาร์เมเนีย (35กิโลเมตร) ตุรกี (500กิโลเมตร) และอิรัก (1,458กิโลเมตร) ส่วนทิศใต้จรดอ่าวเปอร์เซีย
(ทิศตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้) และ อ่าวโอมาน (ทิศตะวันออกเฉียงใต้)

พื้นที่ : 1.648 ล้านตารางกิโลเมตร (3เท่าของไทย)

เมืองหลวง : กรุงเตหะราน (Tehran)

ประชากร : 80 ล้านคน (ปี 2557) ประกอบด้วยเชื้อชาติเปอร์เซีย อาเซอร

ภูมิอากาศ : ภาคพื้นทวีป แห้งแล้ง ปี หนึ่งมี 4ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูหนาว(มีหิมะ)และฤดูใบไม้ร่วง
อุณหภูมิโดยเฉลี่ยแตกต่างกันมาก โดยอากาศจะหนาวจัดในฤดูหนาว (ธันวาคม – มีนาคม) และร้อนจัด
ในฤดูร้อน (มิถุนายน –กันยายน)

ภาษาราชการ : ภาษาฟาร์ซี (Farsi) หรือภาษาเปอร์เซีย

ศาสนา : ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ (ชีอะห์ ร้อยละ 95และสุหนี่
ร้อยละ 5)

ภาษา : ภาษาฟาร์ซี (Farsi) หรือภาษาเปอร์เซีย เป็ นภาษาราชการ หน่วยเงินตรา : เรียลอิหร่าน (IRR) 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ = 29,957เรียลอิหร่าน 1 บาท เท่ากับ 843.15 เรียล อิหร่าน (ณ ตุลาคม 2558)

ระบอบการปกครอง : ประธานาธิบดีท าหน้าที่หัวหน้าฝ่ ายบริหาร ได้รับเลือกตั ้งจากประชาชนโดยตรง
คนปัจจุบันคือ นายฮัสซัน โรฮานี (Dr. Hassan Rouhani) ส่วนผู้น าสูงสุดศาสนาอิสลามคือ อญา
โตลลอฮ์ อะลี โฮไซนี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Hosseini Khamenei) เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ
ตำรวจ หน่วยข่าวกรอง ผู้แต่งตั้งคณะตุลาการ และผู้บริหารวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ
แหล่งที่มา จากวิกิพีเดีย

การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปอิหร่าน
1.เรื่องเสื้อผ้า
– ผู้หญิง ต้องใช้ผ้าคลุมผม เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวหรือกระโปงยาว โดยต้องไม่ใส่ชุดที่รัดรูป
– ผู้ชาย ห้ามใส่ขาสั้นครับ ส่วนเสื้อแขนสั้นหรือแขนยาวก็ได้ แต่ถ้าแบบดูสุภาพใส่ออกงานเลยต้องแขนยาวครับ

***ผู้หญิงสิ่งที่ต้องเตรียมเป็นพิเศษเลยก็คือผ้าคลุมผมนะครับ ส่วนผู้ชายก็ง่ายๆ  สบายๆ ครับ
2.ปลั๊กไฟ ที่อิหร่านจะเป็นปลั๊กไปแบบรูกลม เหมือนเกาหลีครับ เตรียมแค่หัวเสียบแบบกลมไปด้วยครับ ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไทยก็นำไปเสียบที่อิหร่านได้ปกติครับ

3.การใช้ Internet
ที่อิหร่านจะบล็อก FB นะครับ ส่วน IG , Line ไม่ได้บล็อก ถ้าท่านไหนจะเล่น FB ต้องโหลด แอ๊พ VPN จากไทยไปก่อนครับ โหลดไปหลายๆ ตัวนะครับ เพราะบางแอ๊พให้ใช้ฟรีแค่ 1 วัน ถ้าไปหลายวันก็ต้องใช้หลายแอ๊พครับ(จะคล้ายๆ กับจีนนะครับ ถ้าท่านไหนเคยไปจีนน่าจะมองภาพออกครับว่าต้องทำยังไง)
เรื่องการใช้ Internet ถ้าไม่เปิดโรมมิ่งจากไทยไป ก็แนะนำไปซื้อ Sim ที่อิหร่านใช้เลยครับ เพราะเปิดโรมมิ่งแพงมากจริงๆ ครับ สำหรับการไปที่อิหร่าน
ส่วนเรื่อง Free Wifi ที่อิหร่าน ส่วนใหญ่เจอแค่ตามโรงแรมครับ ตามร้านอาหาร หรือข้างนอก ไม่ค่อยเจอฟรีครับ

4.การแลกเงินและการใช้เงิน
4.1การแลกเงิน

จากไทยให้แลกเป็น USD หรือ EUR ไป แล้วไปแลกเป็นเงินเรียล rail (สกุลเงินของอิหร่าน)
โดย 1 USD = 35000 เรียล  ถ้าจะคิดเป็นเงินไทยก็ตัด 0 ทั้งไป 3 ตัวก็จะเหลือ 35 บาท ครับ (ราคาโดยประมาณ)
ที่แลกก็ไปแลกที่สนามบินอิหร่านได้เลยครับ หรือถ้าใช้ไปไม่พอ ตามที่เที่ยวใหญ่ๆ หรือตามตลาดก็เห็นมีร้านแลกครับ หรือถ้าเจอธนาคารก็เข้าไปแลกได้ครับ

4.2 การใช้เงิน
แนะนำให้แลกเงินไปให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายครับ เพราะที่อิหร่านไม่นิยมใช้บัตรเครดิตครับ
ส่วนเรื่องการซื้อของ หลายร้านเค้าจะบอกหน่วยเงินเราเป็นหน่วยโตมานครับ ไม่ได้บอกเป็นเรียล แต่ตอนจ่ายเงินก็คือจ่ายเป็นเงินเรียลนั้นแหละครับ ไม่ งง เนาะ 555
เช่น –   ของราคา 35,000 T(โตมาน) จะจ่ายเป็นเงินเรียวก็คือเพิ่ม 0 ไป 1 ตัว จ่ายเป็นเงินเรียวก็จะเท่ากับ 350,000 เรียล
–    350,000 เรียล คิดเป็นเงินบาทก็ตัด 0 ไป 3 ตัว ก็จะเหลือประมาณ 350 บาท ครับ

***เวลาที่ร้านค้าบอกราคามา ต้องถามเค้าด้วยว่าที่บอกมานั้นคือเรียวหรือโตมาน (แต่ส่วนใหญ่บอกเป็นโตมาณครับ)

5.เรื่องวีซ่า มี 2 แบบนะครับ
1.ขอไปจากไทย ข้อนี้จะค่อนข้างยุ่งยากครับ เพราะต้องขอผ่านบริษัทที่ได้รับการรับรองจากทางอิหร่าน ขอ code จากสถานทูต โอนเงินข้ามประเทศ อะไรอีกวุ่นวายครับ แค่อ่านขั้นตอนนี้ก็ปวดหัวแล้วครับ ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนเลยครับ กว่าจะได้

2. Visa on arrival คือการไปขอวีซ่าที่สนามบินที่อิหร่านเลย แนะนำข้อนี้เลยนะครับ เพราะคณะของเราที่เดินทางไปก็ขอด้วยวิธีนี้ครับ ไปเป็นกรุ๊ปใหญ่ รอประมาณ 1 ชั่วโมงครับ ถ้าไป เที่ยวเองไม่กี่คน 20 30 นาทีก็เสร็จครับ ก่อนทำ จนท จะให้เราไปซื้อประกันก่อนนะครับ จะมีเคาน์เตอร์อยู่ใกล้ๆ กันครับ ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูนะครับ เพราะในสนามบินเค้าห้ามถ่ายรูป

***มีข้อควรระวังนิดหนึงนะครับ ใครจะเข้าอิหร่าน พาสปอร์ตห้ามมีตราประทับของประเทศอิสราเอล นะครับ ถ้ามีจะเข้าอิหร่านไม่ได้ครับ แต่ก็เห็นว่าทางอิสราเอล เค้าก็ประทับตราใส่กระดาษนอกเล่มพาสปอร์ตให้ครับ

6.การดูตัวเลข
หลายร้าน และตามสถานที่ท่องเที่ยวบางที่จะใช้เป็นตัวเลขอาหรับ เลยครับ ดังนั้นควรจะดูไปก่อนครับ ว่าแต่ละตัว คือเลขอะไร

เวลาที่อิหร่าน ช้ากว่าประเทศไทย 3.30 ชั่วโมง ก่อนเดินทางทุกครั้ง จึงไม่ลืมที่จะตั้งค่าเวลาที่ นาฬิกา Casio Edifice รุ่น EQB-600 ให้ปรับแสดงเป็นเวลาของประเทศอิหร่าน พร้อมทั้งแสดงเวลาของประเทศไทยด้วย

ซึ่ง นาฬิกา Edifice รุ่น EQB-600 สามารถ แสดงเวลาได้ทั้ง 2 ประเทศ โดยผ่านการตั้งค่า เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ด้วยสัญญาน Bluetooth ซึ่ง่าย และเหมาะกับนักเดินทางมากๆ ครับ

เริ่มการเดินทางกันเลยครับ
1 ตุลาคม 2559

วันนี้เรามีนัดเจอกันที่ Counter Check-in Row A  ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลาประมาณ เวลาประมาณ 12.50 น. เพื่อร่วมเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์  1 ตุลาคม 2559 เที่ยวบินจาก กรุงเทพ  ไป เตหะราน (อิหร่าน) ของการบินไทย โดยภายในงานมีการถ่ายรูปร่วมกันกับผู้บริหาร และผู้โดยสารที่ได้ร่วมเดินทางในไฟล์ทปฐมฤกษ์ นี้ครับ

โดยเส้นทางบินใหม่นี้ มีบินทุกวัน อังคาร พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ใช้เครื่องบินรุ่น B777-200 ทั้งหมด 309 ที่นั่ง โดยแบ่งเป็น Royal Silk class (30 ที่นั่ง) และ Economy class (279 ที่นั่ง) ที่นั่งแบบ 3 3 3 ครับ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ของการบินไทยครับhttp://www.thaiairways.com/th_TH/hilight_destination/life_style/Tehran.page

โดยไฟล์ทขาไป ออกจากกรุงเทพ(BKK) เวลา 15.30 น. – เตหะราน(IKA) เวลา 19.30 น. ใช้เวลาบินประมาณ 6.30 ชั่วโมง อิหร่านช่วงที่ไปเวลาช้ากว่าไทย 3.30 ชั่วโมง

เช็คอินเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปที่เกท กันเลย โดยไฟล์ทแรกนี้ ทางการบินไทยมีของที่ระลึกเป็นกระเป๋าผ้า แจกให้ผู้โดยสารทุกท่านในเที่ยวบินนี้ด้วย

5 Blogger ท่องเที่ยวที่ร่วมเดินทางไปในทริปนี้

และแล้วก็ได้เวลาเรียกขึ้นเครื่องครับ ผมได้นั่งตรงที่นั่ง 50J ตรงทางออกฉุกเฉินพอดีครับ นั่งสบายครับ ลุกเดินสะดวก เพราะเป็น แถวหน้าสุด

นี่เป็นอาหารบนเครื่องครับ ขาไปนี้มีเมนูให้เลือกเป็นปลา และข้าวหมกไก่ ผมเลือกเป็นข้าวหมกไก่ ส่วนเครื่องดื่ม ก็เสริฟเรื่อยๆ อยากทานอะไรก็ขอได้เลย

อีกหนึ่งความพิเศษ สำหรับผู้โดยสารไฟล์ทแรก บนเครื่องยังมีขนม มากาลอง แจกผู้โดยสารทุกท่านด้วย ทานอิ่มแล้วก็ดูหนังยาวไปครับ คนอื่นเค้าหลับกัน แต่ผมเวลาเดินทางจะนอนไม่ค่อยหลับครับ

และแล้วการบินไทยก็พาเรามาถึง สนามบินอิหม่ามโคไมนี่ (Tehran Imam Khomeini International Airport) ไฟล์ทแรกนี้ทาง สนามบินอิหม่ามโคไมนี่ มีจัดพิธีต้อนรับด้วย คือมีการฉีดน้ำ 2 ฝั่ง แล้วให้เครื่องบินวิ่งผานครับ แต่พวกผมอยู่บนเครื่องไม่เห็นบรรยากาศข้างนอกหรอกครับ เห็นแต่น้ำไหลผ่าน 555

ลงเครื่องมา สนามบินที่นี่เค้าห้ามถ่ายรูปในสนามบินนะครับ จนกว่าจะรับกระเป๋าออกไปด้านนอกถึงจะถ่ายได้ครับ ตอนลงเครื่องมาอากาศค่อนข้างหนาวครับ ประมาณ 12 องศาเท่านั้นเองครับ ตอนกลางคืน ตอนนั้นรู้สึกแบบแย่ละ ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวมาเลย เพราะเช็คอากาศก่อนมา มัน 33 องศานี่หน่า กะว่าต้องมาเจออากาศร้อนเต็มที่เลยทริปนี้

ลงเครื่องมากรุ๊ปของเราต้องมาทำ Visa On Arrival กันก่อนครับ ไกด์ของเราจัดการให้ครับเพราะขอวีซ่าแบบกรุ๊ป(ส่วนท่านใดจะมาเองดูการขอวีซ่าได้ตรงข้อ 5 การเตรียมตัวนะครับ ด้านบน) ของเรารอวีซ่ากันประมาณเกือบ 1 ชั่วโมงครับ แต่ถ้าใครมาเองก็ขอไม่นานครับ ประมาณ 20-30 นาที

ระหว่างรอวีซ่า พยายามเข้า Free Wi-fi ที่สนามบินครับ มีให้ใช้ฟรี 1 ชั่วโมง
ขั้นตอนตามนี้

1.เชื่อมต่อ Wi-fi ของสนามบินก่อน
2.ทำการ Sing-in เมื่อคลิกเข้าไปให้เลือกภาษาอังกฤษ มุมซ้ายล่างที่เขียนว่า EN
3.ทำการกรอกชื่อ และ เลขพาสปอร์ต (ใส่มั่วได้) เช่น Asdf Jkliih , AA1234567 เลขพาสปอร์ตต้องมีตัวหนังสือ 2 ตัวและตัวเลข 7 ตัว จากนั้นกด Register แล้วจะได้รับรหัสผ่านมา ให้จดรหัสผ่านนั้นไว้
4.กลับไปที่หน้า Sing-in ที่เป็นภาษาแขก แล้วใส่ Userช่องบน และ Password ช่องล่าง ที่ได้มา จากนั้นกดปุ่มสีเขียว ขั้นตอนนี้จะเป็นภาษาแขกนะครับ ไม่ต้องตกใจ เราใส่ให้ถูกก็พอครับ

และแล้วก็ได้วีซ่าอิหร่านมาประดับเล่มพาสปอร์ตครับ โอเคได้วีซ่าแล้ว ขึ้นรถเข้าโรงแรมกันเลย โดยคืนแรกเรานอนกันที่ Enghelap Hotel ครับ กว่าจะเช็คอินเข้าที่พักเสร็จก็เกือบเที่ยงคืนครับ เข้าห้องพักเสร็จก็ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงครับ เพราะต้องรีบนอน พรุ่งนี้เราต้องตื่นตี 3 เพื่อจะออกเดินทางไปสนามบิน เพื่อบินไปที่เมืองอีสฟาฮานครับ มีเวลานอนประมาณ  3 ชั่วโมง นอนครับนอน



Booking.com

2 ตุลาคม 2559

เช้านี้ออกเดินทางจากโรงแรม ประมาณ 4.15 น. เพื่อไปที่สนามบิน Mehrabad International Airport จะเป็นคนละสนามบินกับที่เรามาจากกรุงเทพนะครับ

เราบินของ Iran Air จาก เตหะราน ไปเมืองอีสฟาฮาน ไฟล์ท IR220 เวลา 06.20 น. ครับ ใครมาใช้บริการบินในประเทศที่อิหร่านครั้งแรกไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะที่นี่ใกล้เวลา เครื่องจะออก เค้ายังเปิดให้เช็คอินอยู่เลย ถ้าอย่างบ้านเรา หรือหลายที่ๆ เคยเจอมา 45 นาที – 1 ชั่วโมง ก่อนเครื่องจะออก เค้าก็จะปิดไม่ให้เราเช็คอินแล้วครับ

ทริปนี้เรามีเวลาค่อนข้างน้อยครับ จึงต้องใช้บริการบินในประเทศ เพราะถ้ามากับทัวร์แบบมีเวลาซัก 5 คืน ปกติเค้าจะพาขึ้นบัสไป เดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง อารมณ์จากกรุงเทพ ไปขอนแก่นครับ

โอเคได้เวลาขึ้นเครื่องหลังจากที่ Iran Air ดีเลย์ ไปกว่า 30 นาที แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าดีนะที่ดีเลย์ ให้พอได้มีเวลาไปนั่งดื่มกาแฟ ระหว่างรอขึ้นเครื่อง คนที่นี่ใช้บริการบินภายในประเทศเยอะมากครับ สนามบินนี่แน่นเลย ไฟล์ทที่ผมบินมาคนก็เต็มเลยครับ

ไฟล์ทนี้บินช่วงสั้นๆ แต่ก็ไม่คิดว่าสาบการบินจะเสริมอาหารจัดเต็มขนาดนี้ เป็นเหมือนชุดอาหารเช้านะครับ นม ขนมปัง ผลไม้ ตอนแรกก็กังวลว่าจะกินทันไหม ก็เลยรีบแกะๆ แล้วก็รีบกิน แล้วแอร์ก็เดินมาเก็บขยะ ถ้าใครไม่ทันเก็บขยะรอบแรกนี้ แอร์ไม่รับขยะอีกแล้วนะครับ เดินมาอีกครั้งใครยื่นขยะให้ แอร์บอกเอายัดไว้ตรงหน้าที่นั่งเลย เพราะเครื่องจะลงแล้ว ตอนนั้นแบบ เออ พึ่งเคยเจอนี่แหละ 555 แนะนำว่าถ้าใครจะกินก็ให้รีบกินเลย แต่ถ้าไม่กิน ก็เก็บกลับเลยครับ

ลงเครื่องมาอากาศก็ยังเย็นๆ อยู่ แต่คิดว่าเดี๋ยวอุณหภูมิคงค่อยๆ ขยับขึ้นมั้งครับ เพราะวันนี้แดดดีเลยทีเดียว ก่อนออกจากสนามบิน Mehrabad International Airport ขอถ่ายรูปไว้ซะหน่อย

จากนั้นเราก็นั่งรถไปยังสถานที่เที่ยวของเราที่เมืองอีสฟาฮานเลย โดยเมืองอีสฟาฮานนีก็ถือว่าเป็นเมืองที่เขียวที่สุดของประเทศอิหร่านนะครับเหมือนเป็นเมืองโอเอซิส อยู่ตอนกลางของประเทศเลย  โดยวันนี้เราจะไปทั้งหมด 3 ที่  Imam Square/Imam Mosque/Sheikh Lotfullah Mosque และ TAJRISH BAZAR จริงๆ แล้วทั้ง 3 ที่นี้อยู่บริเวณ เดียวกันเลยครับ และไปที่ มัสยิดจาเมครับ

>>>จัตุรัสอิหม่าม (Imam Square)  ที่แรกสำหรับวันนี้



เครดิตภาพ : FB ชายสามหยด

ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองอิสฟาฮาน กว้างประมาณ 158 เมตร และยาว 507 เมตร รายล้อมด้วยอาคารตามแบบสถาปัตยกรรมในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ (Safavid) และสวนสวยสุดร่มรื่น โดยไฮไลท์ของที่นี่ก็คือมัสยิด Sheikh Lotfallah ซึ่งเป็นมัสยิดที่มีการออกแบบทั้งภายในและภายนอกอย่างสวยงามวิจิตรตระการตา ประดับประดาไปด้วยกระเบื้องเคลือบสีสันสวยงามตามแบบศิลปะเปอร์เซีย นอกจากนี้กลุ่มอาคารต่าง ๆ ยังมีการตกแต่งที่สวยหรูไม่แพ้กันอีกด้วย ที่นี่ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1979 แหล่งที่มา : http://travel.kapook.com/



ถ้ามาเดินบริเวณนี้จะเจอคนอิหร่านมาขอถ่ายรูปไม่ต้องกลัวหรือตกใจนะครับ คนที่นี่เค้าชอบนักท่องเที่ยวมากครับ ระหว่างเดินๆ อยู่ก็จะมีคนมองเรา ยิ้มให้เรา หลายคนเข้ามาทัก จะชวนคุยเลยครับ หลายคนก็ขอถ่ายรูป แรกๆ ผมก็ไม่ค่อยกล้าให้ถ่ายครับ รู้สึกไม่ชิน แต่หลังๆ ก็เอ้า อยากถ่ายก็ถ่าย 555 คนที่นี่เค้าเป็นกันเองมากครับ ส่วนใหญ่จะคิดว่าเราเป็นคนจีนครับ แต่ก็บอกเค้าไป ว่าเราเป็นคนไทย เค้าเป็นกันเองกับทักท่องเที่ยว และดูต้อนรับเรามากๆ ครับ

>>มัสยิดอิหม่าม (Imam Mosque)


ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองอิสฟาฮานถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ทางด้านสถาปัตยกรรมแห่งยุคซาฟาวิด สร้างโดยกษัตริย์ชาห์ อับบาสที่ 1 เมื่อ ค.ศ.1612 เป็นมัสยิดที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดในแผ่นดินเปอร์เซีย ที่สมบูรณ์แบบและสวยงามมากในด้านรูปทรงและองค์ประกอบของตัวอาคาร ใช้เวลาก่อสร้างราว 26 ปี เป็นหนึ่งในสุดยอดศิลปะแบบเปอร์เซีย และเป็นหนึ่งในศิลปกรรมชั้นเยี่ยมของโลก มีโดมขนาดใหญ่ 2 ชั้น ชั้นนอกสูง 54 เมตร และชั้นในสูง 38 เมตร มีช่องว่างระหว่างชั้น 12 เมตร เพื่อผลในเรื่องระบบเสียงที่สามารถสะท้อนเสียงได้ไกล แหล่งที่มา : http://www.oceansmile.com/

ช่วงเที่ยงแวะทานอาหารแถวๆ Imam Square นี่แหละครับสไตล์ร้านอาหารที่นี่จะเสริฟ อาหารค่อนข้างช้านะครับ ถึงแม้คุณจะไปกับทัวร์ก็ตาม เพราะร้านที่นี่เค้าจะต้องให้คุณไปนั่งที่ร้านก่อน เค้าถึงจะเริ่มทำอาหาร ดังนั้นใครจะเข้าร้านอาหารที่นี่ต้องเผื่อเวลาหน่อย อย่ารอให้หิวจนถึงขีดสุดแล้วค่อยไปเข้า เอาแค่เริ่มหิวก็มองหาร้านอาหารได้เลยครับ เพราะคุณอาจจะต้องไปนั่งรออีกประมาณ 30 นาที- 1 ชั่วโมงครับ

อาหารเที่ยงนี้ของพวกเราจะเป็นแกงไก่ใส่ลูกพรุนครับ เห็นว่าเป็นอาหารไฮไลท์ของที่นี่ แล้วก็จะมีข้าวกับแผ่นแป้ง เอามาให้เราจิ้มกับแกงลูกพรุนครับ อีกหนึ่งเมนูจะเป็นเนื้อแกะย่างที่เป็นอาหารที่หลายคนมาอิหร่านแล้วบอกว่าต้องลอง ผมเองก็พึ่งเคยกินครั้งแรก อยากจะบอกว่า แค่คำเดียวพอครับสำหรับเนื้อแกะ มันเป็นกลิ่นแปลกๆ ผมไม่ค่อยชอบครับ แต่บางคนเค้ากินได้ก็อร่อยกันเลยทีเดียว
ตอนกินข้าวเสร็จนี้ มีฝนตกลงมาครับ สรุปวันนี้หนาวทั้งวัน ผิดคาดมาก แต่ก็ดีครับ ไม่ร้อน ไปเที่ยวกันต่อเลยครับ

>>>มัสยิดชีคล๊อฟฟลูเลาะห์ (Sheikh Lotfollah Mosque)


มัสยิดชีคล๊อฟฟลูเลาะห์ (Sheikh Lotfollah Mosque) สร้างระหว่างปี ค.ศ 1602-1619 โดยพระบัญชาของกษัตริย์ ชาห์อับบาสที่ 1 ชมการตกแต่งทั้งภายในและภายนอกที่สวยงาม เป็นมัสยิดประจาองศ์พระมหากษัตริย์และคนในราชสานักเท่านั้น ตัวโดมถือได้ว่างดงามที่สุดในประเทศอิหร่าน แม้ว่าจะมีขนาดเล็กแต่มีสัดส่วนที่งดงามมาก แหล่งที่มา : http://www.oceansmile.com/


เครดิตภาพจากคุณ Charlee Waradee

บอกแล้วว่าคนอิหร่านเป็นกันเองครับ กลุ่มนี้แต่งตัวมีสีสันทีเดียวครับ เป็นกันเองมาก

>>>มัสยิดจาเม (jame’s Mosque)


สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 โดยกษัตริย์ของ ราชศ์ อัล อี บูเยห์ และได้ถูกขยายได้ใหญ่ขึ้นในปี ค.ศ.1324-1365 และยังเสามินาเรท์คู่ของสุเหร่าที่สูงที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งสร้างที่โดดเด่นในอิหร่านภายในยังถูกตกแต่งให้สวยงามในสถาปัตยกรรมของเปอร์เซียและสถานที่แห่งนี้ยังคงถูกใช้ประกอบพิธีมาจนทุกวันนี้



>>>ตลาดบาซาร์ (TAJRISH BAZAR)

สินค้าในตลาดแห่งนี้มีหลากหลายแทบจะทุกชนิด ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า ของแต่งบ้าน เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องประดับ เครื่องทองเหลือง เครื่องแก้ว กางเกงยีนส์ พรมขนาดต่างๆตลอดไปจนถึงใบชา เครื่องเทศ และถั่วหลากหลายชนิดตลาดแห่งนี้ ใช้เงินสกุล โทมาน คูณ 10 ของสกุลเรียลสิ่งของเหล่านี้

จริงๆ บริเวณรอบๆ นี้ก็มีของขายทั้งบริเวณครับ แต่ตรงตลาดบาซาร์จริงๆ จะอยู่บริเวณฝั่งตรงข้าม มัสยิดอิหม่าม จริงๆ บาซาร์ แปลว่าตลาดนะครับ ไม่ใช่ชื่อตลาด ช่วงที่เดินอยู่ที่นี่ผมมีเปิด Live ที่ Fan page FB ด้วยนะครับ เข้าไปชมบรรยากาศกันได้ครับ

เสร็จจากตลาด ตลาดบาซาร์ ไปทานมื้อค่ำกันครับ มื้อค่ำนี้เป็นอาหารจานใหญ่มากก เป็นข้าวแล้วก็มีปลาทอดตัวหนึง ใหญ่มาก ผมนี่กินไม่หมดเลยครับ อารมณ์แบบปลาทอดน้ำปลา แต่ไม่ใส่น้ำปลาครับ 555 แล้วก็ลองสั่งเบียร์มาชิมครับ เบียร์แบบไม่มีแอลกอฮอล์ พี่ที่ไปด้วยกันบอกเบียร์ปลอมๆ 555 ชิมดูก็เอ้อ มันเบียร์ปลอมจริงๆ ใครไปลองสั่งชิมดูนะครับ

ทานข้าวเสร็จเราก็เข้าที่พักกันครับ วันนี้เราพักที่ Kowsar Hotel ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสะพานคาจู อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวครับ จริงๆ หมดโปรแกรมสำหรับวันนี้แล้วครับ แต่ผมกับพี่ๆ บล็อกเกอร์ เราจะออกไปถ่ายรูปสะพานคาจูตอนกลางคืนกันครับ จากโรงแรมมาก็ไม่ไกลครับประมาณ 2 กิโลเมตร ไกด์ท้องถิ่นอาสาพาพวกเรามาส่งครับ นั่งรถส่วนตัวพี่เค้ามาเลย อัดกันมาเลยครับ 6 คน 555

>>>สะพานคาจู (The Khajou Bridge)

เป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่สวยงามและมีความสาคัญของเมืองอิสฟาฮาน สร้างขึ้นตั้งแต่ในช่วงศตวรรษที่ 17 โดยชาห์อับบาสที่ 2 แห่งเปอร์เซีย (Shah Abbas II) สะพานแห่งนี้สร้างพาดผ่านแม่น้า Zayandeh เพื่อเชื่อมต่อระหว่างเมืองอิสฟาฮานทางตอนเหนือและทางตอนใต้ที่จะไปยังเมือง Shiraz มีความยาวประมาณ 132 เมตร กว้าง 12 เมตร สร้างขึ้นเป็น 2 ชั้น ออกแบบอย่างสวยงามตามแบบศิลปะเปอร์เซีย มีซุ้มโค้งประตู เป็นสถานที่ชมวิวแม่น้าและนั่งพักผ่อนยามเย็นที่สวยงามมาก ๆ ซึ่งนอกจากจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นเส้นทางสัญจรไปมาของเมืองแล้ว ก็ยังเป็นเขื่อนขนาดย่อมบนแม่น้า Zayandeh อีกด้วย แหล่งที่มา : http://travel.kapook.com/

ช่วงที่เรามานี้ไม่มีน้ำในแม่น้ำนะครับ เพราะแม่น้า Zayandeh ไม่ใช่แม่น้ำที่มีต้นน้ำเกิดขึ้นตามธรรมชาติที่มีน้ำตลอดทั้งปี แต่ต้นน้ำของแม่น้ำนี้มาจากหิมะบนภูเขาที่ละลายครับ ถ้าปีไหนหิมะบนภูเขาเยอะ น้ำในแม่น้ำนี้ก็จะไหนประมาณ 2 เดือนครับ แต่ถ้าปีไหนหิมะน้อย ก็จะมีน้ำไหลประมาณ 1 เดือนเท่านั้นเอง ตอนนี้สะพานคาจูไม่ได้ให้รถยตน์ผ่านครับ

ตอนกลางคืนช่วงที่ผมมานี้อากาศหนาวมาก ไกด์บอกว่าอากาศมันเปลี่ยนกะทันหันครับ เพราะจริงๆ แล้วก่อนมาดูเป็น 33 องศา แต่มาถึง 10 ต้นๆ มาถึงสะพานก็แยกย้ายเดินกันไปถ่ายรูป ที่นี่ตอนกลางคืนวัยรุ่นเยอะนะครับ แต่สำหรับผมคือไม่ได้ดูน่ากลัว เพราะพอเค้าเห็นเรา เค้าอยากมาทักทายมาชวนเราคุย เดินไปตรงไนก็ถามว่าตนจีนเหรอ หรือไม่ก็ทักทายเราเป็นภาษาจีนมาเลยครับ ที่แปลกใจคือบางคนพูดว่า Chinese แต่บางคนพูดคำว่า จีน ตอนแรกก็ไม่ค่อยแน่ใจนึกว่าฟังผิด แต่พอหลายคนเข้าก็เลยคิดว่าเค้าพูดว่าจีน เลย เรียกเหมือนคนไทยเรียกคนจีนเลย ถ่ายรูปกันไม่นานครับ กลับโรงแรมที่พักกันดีกว่า

จบวันที่ 2 ครับ

 

3 ตุลาคม 2559

เช้านี้ตื่นทานอาหารเช้ากันที่โรงแรม ออกจากโรงแรมกับประมาณเกือบ 8.30 น. ครับ วันนี้เราจะไปเที่ยวที่เมืองอีสฟาฮาน อีก 2 ที่ครับ แล้วก็จะบินกลับไปเมืองเตหะราน

>>>สะพาน Si o Seh Pol

ตื่นแต่เช้าๆ พากันออกไปถ่ายรูปสะพาน Si o Seh Pol ที่อยู่ทางด้านหน้าของโรงแรมครับ สะพานนี้ก็จะคล้ายๆ สะพานคาจูครับ อยู่ใกล้ๆ กันเลย ห่างกันประมาณ ไม่ถึง 2 กิโลเมตร


จากนั้นออกเดินทางพร้อมคณะ วันนี้แวะถ่ายรูปที่สะพานคาจูกันก่อน ซึ่งเมื่อคืนพวกผมมากันแล้ว แต่ก็มาแวะเก็บภาพช่วงกลางวันอีกก็ดีครับ เสร็จจากสะพานคาจู



>>>พระราชวังเชเฮลโซตุน (Chehel Sotun Palace) หรือวัง 40 เสา




เป็นอาคารชั้นเดียวที่ค่อนข้างเปิดโล่ง ตั้งอยู่บนถนนอีกเส้นหนึ่งหลังพระราชวังอะลีคาปู สร้างขึ้นในสมัยชาห์อับบาสที่ 1 และสร้างเสร็จในสมัยกษัตริย์ชาห์อับบาสที่ 2 เพื่อใช้เป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้างแขกเมืองและจัดงานเลี้ยงรับรองต่างๆ โดยเลียนแบบสถาปัตยกรรมในแบบอะคามินิด ซึ่งเป็นยุคแรกของเปอร์เซีย แต่สร้างด้วยเสาไม้ซีดาร์แทนเสาหิน โดยมีเสาไม้สูงที่โถงด้านหน้า 20 ต้น ทอดเงาลงไปในผืนน้ำ ในสระน้ำขนาดกว้าง 16 เมตร ยาว 110 เมตร ด้านหน้าวัง โดยนับทั้งเสาต้นจริง 20 ต้นและเงาที่สะท้องอยู่ในพื้นน้ำใสนิ่งอีก 20 ต้น รวมเป็น 40 ต้น ตามความหมายของชื่อพระราชวัง
ภายใต้หลังคาด้านหน้าพระราชวังเป็นลานโล่ง มีสระน้ำอยู่กี่งกลางลาน ให้บรรยากาศเย็นสบาย ภายในพระราชวังตกแต่งด้วยภาพเขียนแบบเฟรสโกขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงโดยกษัตริย์ยุคซาฟาวิด รอบๆ วังรื่นรมย์ไปด้วยแมกไม้ใหญ่น้อยที่อยู่รายรอบ นับเป็นต้นแบบของสวนเปอร์เซียที่งดงาม รอบพระราชวังมีต้นไม้ยืนต้นนานาพรรณ สร้างบรรยากาศร่มรื่น กินพื้นที่กว้างกว่า 67,000 ตารางเมตร Cr. ข้อมูลจาก thaiairways.com

ส่วนตัวรู้สึกชอบพระราชวังแห่งนี้มากครับ เพราะมีต้นไม้ร่มรื่นมาก ภายในอาคารก็ประดับตกแต้งไว้สวยงาม มีภาพเขียนสีที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ และสวนข้างๆ ยังมีร้านกาแฟให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนกันด้วยครับ

เสร็จจากวังแล้วเราก็ไปร้านอาหารเพื่อทานมื้อเที่ยงกันเลย เที่ยงนี้เป็นข้าวจานใหญ่อีกแล้ว เคียงคู่มากับน่องไก่ที่ราดด้วยน้ำแกงสไตล์อาหรับ กินไม่หมดอีกแล้ว เพราะจานใหญ่มาก มาที่ร้านนี้ รู้สึกชอบกับการประดับตกแต่งร้านมาก หน้าต่างจะประดับด้วยกระจกสี พอแดดส่งแล้วสวยงามเลยทีเดียวครับ

ทานมื้อเที่ยงเสร็จรีบเดินทางต่อไปยังสนามบินเลย เพราะวันนี้เราจะเดินทางกลับเมืองเตหะราน โดยใช้บริการของ Iran air เช่นเคยครับ ไฟล์ท IR255 เวลา 13.10 น. บินประมาณ 45 นาทีเช่นเคยครับ ไฟล์ทนี้เสริฟ อาหารจัดเต็มอีกแล้วครับ ได้ประสบการณ์จากขามาคือ ถ้าจะกินต้องรีบกิน เพราะเวลาบินสั้น แต่ถ้าจะไม่กินก็เก็บใส่กระเป๋าไว้เลยครับ

พอมาถึงเตหะราน เดี๋ยวเราจะไปแวะเที่ยวกันอีกที่ แล้วก็จะเข้าโรงแรมที่พักกันเลยครับ

 

>>Azadi Tower

เรามาแวะกันที่ Azadi Tower จะอยู่กลางวงเวียน เลยครับ ขับรถมามองเห็นเด่นเป็นสง่าแต่ไกล จอดรถไว้ข้างๆ วงเวียน แล้วก็เดินข้ามถนนมา การข้ามถนนที่อิหร่านนี้เป็นอีกเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากครับ เราเป็นนักท่องเที่ยวเราจะไม่ค่อยกล้าข้ามเท่าไร แต่ถ้าคนท้องที่ เหมือนเค้าก็รู้จังหวะกัน นึกจะข้ามเค้าก็ข้ามกันเลยครับ ช่วงที่มานี้เค้ากำลังก่อสร้างบริเวณด้านล่างพอดีครับ ถ่ายรูปมาเลยเห็นแผงเหล็กกั้นอยู่

Azadi Tower มีจุดประสงค์ในการสร้างเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 2,500 ปี ของการก่อตั้งอาณาจักรเปอร์เซีย สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1971 โดยใช้หินอ่อนสีขาวมากกว่า 8,000 ก้อนจากเมือง Esfahan ในการก่อสร้าง ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมของชาวอิสลามและชาวซาสซานิยะห์ (Sassanid) มีลักษณะเป็นรูปตัววายคว่ำ สูงประมาณ 50 เมตร สามารถที่จะขึ้นไปชมเมืองได้จากจุดชมวิวด้านบน ซึ่งจะมองเห็นสวนที่อยู่รอบ ๆ และเมืองเตหะรานอันกว้างใหญ่ Cr.ข้อมูลจาก Kapook.com

โอเคเสร็จจาก Azadi Tower จะเดินทางเข้าโรงแรมที่พักกันครับ คืนนี้เราพักกันที่ Eram Hotel จะอยู่นอกๆ เมืองหน่อยครับ เข้าที่พัก พักกันประมาณ 1 ชั่วโมงก็ออกไปหาข้าวกิน

วันนี้เราจะไปทานกันที่ร้านอาหารจีน แต่ไปถึงยังไม่สามารถเข้าไปทานได้ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จองไว้ ก็เลยออกไปเดินเล่นกันแถวนั้นก่อน รู้สึกว่าดีเลย เพราะได้เดินชมบรรยากาศตอนกลางคืน เดินไปเจอร้านขายถั่วพอดีเลย ก็เลยได้ซื้อถั่วมาเป็นของฝากที่บ้านพอดี แล้วก็ไปเจอร้านขายข้าวโพดนึ่ง เลยซื้อชิมซะหน่อยว่ารดชาดเป็นยังไง พี่ที่ไปด้วยกันบอกน่าจะเอาข้าวโพดอบเนยบ้านเรามาให้เค้าลองชิมนะ 555 คงติดใจ

ได้เวลาทานข้าวแล้วครับ เดินกลับไปที่ร้านอาหารจีน ชื่อว่า The Chinese Restaurant ที่นี่เป็นร้านที่ทัวร์ลงนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าเค้าเปิดขายให้คนทั่วไปไหม แต่ร้านนี้อาหารอร่อยมากครับ ได้เยอะด้วย โอเคทานข้าวเสร็จ กลับที่พักกันดีกว่า


เครดิตภาพ : FB ชายสามหยด

ถึงที่พักเตรียมของต่อครับ เพราะเดี๋ยวมีบางส่วนจะไปถ่ายรูป ต่อที่ Milad Tower ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักเราเท่าไรครับ พากันเหมาแท็กซี่ไป 2 คัน เสียค่ารถคันละ 220000 เรียว ประมาณ 220 บาทครับ หารตกคนละ 60 บาทครับ ก็ไม่แพงนะครับ ถ่ายรูปยังไม่ทันได้เท่าไร ขาตั้งกล้องผมดันมาหักซะได้ อดถ่ายต่อเลยครับเลยเปลี่ยนเป็นเดินชมบรรยากาศแทน  ได้รูปกันจนพอใจก็กลับที่พัก นอนครับ จบวันที่ 3

4 ตุลาคม 2559 วันสุดท้ายของทริปครับ

วันนี้เราจะไปเที่ยวกันหลายที่ครับ ทานข้าวเช้าที่พักเลย แล้วออกจากที่พักประมาณ 8.30 น.

>>พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพระราชวัง (SA’AD ABAD PALACE )


ในสถานที่นี้ประกอบไปด้วยตาหนักถึง 7 แห่งด้วยกัน ซึ่งมีเนื้อที่ กว้างใหญ่ประมาณ 410 เฮกต้าร์ ที่ประกอบไปด้วยตาหนักต่าง ๆ ที่สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำหนัก เขียวและตำหนักขาว

>>>พระราชวังเขียว ( GREEN PALACE)

ที่นี่ห้ามถ่ายรูปด้านในครับ ก่อนเข้าต้องใช้ถุงผ้าคลุมรองเท้าก่อน ซึ่งเค้ามีเตรียมไว้ให้ครับ ด้านในสวบงามมากจริงๆ

พระราชวังเขียว เป็นชื่อเรียกตามสีเขียวของหินอ่อนที่ใช้ก่อสร้าง สร้างในปี ค.ศ. 1928 เก็บรวบรวมงานแกะสลักฝาผนังและงานแก้วกระจกที่มีฝีมือเยี่ยมยอด อีกทั้งเครื่องประดับและพรมชนิดต่าง ๆ ภาพจิตรกรรม งานประติมากรรม และเครื่องเฟอร์นิเจอร์ อย่างเช่น นาฬิกาชนิดต่าง ๆ ฐานเชิงเทียน และแจกันที่ทาด้วยทองบรอนซ์ อีกทั้งเครื่องใช้ไม้สอยในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรปโดยใช้หินอ่อนสีเขียวและภายในประดับด้วยสถาปัตยกรรมกระจกที่งดงามตระการตาอย่างยิ่งตาหนักแห่งนี้ทั้งหลัง ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ชาห์และพระมเหสีทั้ง 2 ราชกาล ค่อนข้างจะเป็นที่รโหฐานอย่างมาก

>>>พระราชวังหลวง (WHITE PALACE)

ที่นี่สำหรับผมจะไม่สวยงามเท่า พระราชวังเขียว ครับ แต่ก็สวยคนละแบบ

WHITE PALACE  เป็นตึกทรงยุโรป 2 ชั้น ก่ออิฐถือปูน ทาสีขาวดูเรียบง่ายสะอาดตา ซึ่งเป็นที่ประทับและเป็นที่เก็บสะสมของมีค่ามากมาย อาทิเช่น พรมเปอร์เซียที่มีชื่อเสียง เครื่องประดับต่าง ๆ และเครื่องปั้นดินเผา นอกจากนี้ตาหนักขาวยังเป็นที่ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ ห้องประชุมด้านบนของตาหนักนี้เคยเป็นที่จัดประชุม The Tehran conference (EUREKA) ซึ่งประกอบไปด้วยสามมหาอำนาจสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ได้แก่ สตาลิน (Joseph Stalin) – รัสเซีย, รูทเวล (Franklin D. Roosevelt) – อเมริกา และ เชอร์ชิล (Winston Churchill) – อังกฤษ เนื้อหาในที่ประชุมเป็นเรื่องกลยุทธการทาสงครามขั้นสุดท้ายกับ นาซี เยอรมัน นั่นเอง



ถ่ายรูปกับเด็กๆ ครับ

จบจาก พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพระราชวัง (SA’AD ABAD PALACE ) ไปต่อกันที่ พระราชวังโกเลสตาน ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวไฮไลท์ของที่นี่เลยครับ

>>พระราชวังโกเลสตาน ( GOLESTAN PALACE )

หรือวังสวนกุหลาบ สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 19 ในยุคสมัยของกษัตริย์คาจาร์ ( Qajar) เพื่อใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ซึ่งเป็นพระราชวังมีความกว้างขวางใหญ่โต พร้อมด้วยสวนดอกไม้ที่งดงาม อ่างน้าสีน้าเงินที่ทาด้วยหินอ่อนในสนามรอบ นอกจากนี้ซึ่งในอดีตเคยเป็น พระราชวังเก่าของอิหร่าน ประกอบด้วยตาหนักต่างๆ 7 อาคารอยู่ในบริเวณเดียวกันซึ่งเป็นสวนดอกไม้ วังสวนกุหลาบแห่งนี้มีอาคารรูปลักษณ์โบราณและคลาสสิคแบบยุโรป วังแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่มากย้อนไปตั้งแต่สมัยราชวงศ์ ซาฟาวิด เมื่อคริสต์วรรษที่ 16 สิ่งที่เหลืออยู่คือป้อมสูง (Citadel) สาหรับส่องดูข้าศึก และสถานอาบน้าแบบเติร์ก ส่วนอาคารแบบตะวันตกนั้นมีเพิ่มเข้ามา เมื่อกษัตริย์ราชวงศ์รองสุดท้ายคือราชวงศ์คาจาร์ กษัตริย์นัสเซอร์ อัล-ดิน ชาห์ ได้เสด็จยุโรปแล้วนาความเจริญทางด้านรูปธรรมเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวอิหร่าน เช่น ตาหนักแบบ นีโอคลาสสิคของยุโรป ส่วนตาหนักอื่นที่เป็นแบบ โบราณนั้น จุดเด่นของสถาปัตยกรรมคือผนังภายในและภายนอกกรุด้วยแผ่นกระเบื้อง (เซรามิก) เป็นสีและลวดลายต่างๆ เน้นสีสันจัดจ้าน งดงามแบบตะวันออก องค์การยูเนสโก้ได้ประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2013 นี้เอง ทาให้มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันเป็นจานวนมาก แหล่งที่มา : http://travel.mthai.com/


ปัจจุบันยังคงใช้เป็นที่รับรองบุคคลสำคัญอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแขกบ้านแขกเมืองมาจากต่างประเทศ และได้ถูกนามาพัฒนากลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเปิดให้เข้าชมได้

>>>ตลาดบาซาร์

ตลาดใหญ่ของเมืองเตหะราน ใกล้ๆ กับพระราชวังโกเลสตาน เลย เดนหากันได้ครับ ตลาดนี้คึกคัก และของขายเยอะมาก คนก็เยอะด้วย ของขายแบ่งเป็นโซนๆ แยกตามประเภทสินค้าเลยครับ


ลองชิมน้ำเมล่อนปั่น คนที่นี่เค้าชอบกินน้ำปั่นกันมากเลยทีเดียวนะครับ มีหลายร้านเลย ตอนที่เข้าไปซื้อก็แอบบลุ้นเหมือนกันนะครับ ว่ารถชาดจะเป็นยังไง ลองชิมแล้วสรุปว่าอร่อยมากครับ พอเจอพี่ๆ ที่ไปด้วยกันก็ต้องบอกว่าให้มาลองซื้อกินนะ เพราะอร่อยจริงๆ เห็นว่าน้ำทับทิมก็อร่อยนะครับ ทับทิมที่นี่เป็นทับทิมสีแดง ลูกใหญ่มาก กิโลละ 70 บาท เองครับ


>>>พิพิธภัณฑ์อัญมณี(Jewelry Museum)

ซึ่งตั้งอยู่ในห้องนิรภัยของธนาคารกลางแห่งชาติของอิหร่าน กลางกรุงเตหะราน ที่นี้ได้เก็บรวบรวมอัญมณีจากทุกยุคทุกสมัยของกษัตริย์ทุกราชวงศ์ ที่เคย ปกครองอาณาจักรเปอร์เชีย (ยกเว้นราชวงศ์แรก)จนกระทั่งกลายมาเป็นประเทศอิหร่านในปัจจุบันที่มีจานวนมากมายสุดอลังการที่สุดในโลก คนส่วนใหญ่มักใฝ่ฝันที่จะได้มาชมเพชรสีชมพูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก น้าหนักถึง 182 กะรัต และบัลลังก์นกยุงอันลือชื่อในพิพิธภัณฑ์อัญมณีแห่งนี้ยังมีสมบัติมีค่าอีกมากมายที่ได้จัดแสดงไว้ให้ผู้มาเยือนได้ชม แหล่งที่มา : http://www.planetholidaystravel.com/

ที่นี่ห้ามถ่ายรูป ห้ามนำอุปกรณ์ใดๆ เข้าไปเลยครับ ด้านในมีเพชร อัญมณี เต็มห้องเลยครับ เยอะจนผมตะลึง สมบัติของกษัตริย์ เปอร์เซียสมัยก่อนนี่ เว่อร์วังอลังการจริงๆ ครับมีแต่ เพชร เพชร แล้วก็เพชร เม็ดใหญ่ๆ ทั้งนั้น เป็นที่ๆ ผมแนะนำมากๆ ครับ ใครมาต้องมาดูให้ได้ด้วยตาตัวเองครับ อลังการจริงๆ

เที่ยวมาถึงช่วงนี้ก็ช่วงจะเย็นๆ แล้วครับ ก็เตรียมเดินทางต่อไปที่สนามบินกันเลยครับ แต่ระหว่างเดินทางต้องแวะถ่ายรูปอุโมงค์ ที่ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของเมืองเตหะรานเลย เห็นอุโมงค์นี้ จะรู้ทันทีเลยว่าคือเมืองเตหะราน โดยมุมนี้จะได้วิวเมือง ที่มองเห็น Milad Tower และภูเขาทางด้านหลังครับ ถ้าวันที่อากาศดีๆ

ตรงยาวต่อไปที่โรงแรม ibis Tehran Imam Khomeini International Airport. โรงแรมติดกับสนามบินเลยครับ เดี๋ยวเราจะมาทานมื้อเย็นกันที่นี่ครับ เป็นบุฟเฟ่ต์ ครับ อาหารเค้าดูดีมาก เลือกกินไม่ถูกเลยครับ ตบท้ายด้วยไข่ปลาคาเวียร์ เป็นของขึ้นชื่อของอิหร่านเลย เห็นว่าไข่ปลาคาเวียร์จากอิหร่านคือไข่ปลาคาเวียร์ ที่ดีที่สุดในโลกเลยนะครับ ใครมาแล้วต้องมาหาลองทานกันดูนะครับ

โอเค ทานข้าวเสร็จ ได้เวลาไปสนามบินจริงๆ แล้วครับ เราบินกลับไฟล์ท TG258 Tehran (IKA) 21.00  to Bangkok (BKK) 06.55 น. ขึ้นเครื่องได้ก็หลับยาวเลยครับ แอร์เดินเสริฟน้ำเสริฟอาหาร ผมละไม่สนใจเลยครับ เพราะรู้สึกง่วงมาก ตื่นอีกทีก็จะถึงไทยแล้วครับ แอร์มีมาเสริฟ สแน็ค กับน้ำอีกรอบครับ ก่อนเครื่องลง ไฟล์ทนี้ผมรู้สึกประทับใจการบริการของแอร์ที่เสริฟ ตรงที่ผมนั่งมากๆ เลยครับ ดูแลดีมาก มาคอยถามตลอดว่าจะรับอะไรไหม เสนอ นั่น เสนอนี่มาให้ทาน แต่ด้วยความที่เป็นไฟล์ทกลางคืนเลยไม่ได้ทานอะไรเท่าไรครับ



และเราก็กลับมาถึงกรุงเทพอย่างปลอดภัย และตรงเวลาครับ เป็นอันจบทริปสำหรับทริปนี้ครับ คาดว่าน่าจะต้องหาโอกาสไปอีกครับ เพราะยังมีอีกหลายที่ๆเป็นไฮไลท์ ที่ยังไม่ได้ไปครับ ยังมีอีกหลายเมืองที่น่าเที่ยว

 

จบทริป

 

 

 

ถ้าถามว่าไปอิหร่านครั้งนี้ รู้สึกยังไง มุมมองจากที่ได้ไปพบเจอมาเป็นยังไง

1.ก่อนไปก็รู้อยู่ก่อนแล้วว่าคนอิหร่าน เค้าเป็นกันเองมาก แต่พอไปถึงจริงๆ นี่โห มันเกินกว่าที่คิดมาครับ เพราะคนเค้าชอบนักท่องเที่ยวมาก มาทักทาย มาขอถ่ายรูปตลอด บางคนก็มองแล้วก็ยิ้มให้แบบเอ็นดู

2.เป็นเมืองที่รู้สึกว่าเที่ยวได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ(บางประเทศที่เคยไปอย่าง ปารีส หรือเวียดนาม ยังรู้สึกเที่ยวอย่างไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร เพราะมีเรื่องการวิ่งราวทรัพย์ ล้วงกระเป๋าอะไรพวกนี้เยอะ) อาจจะด้วยคนเค้าเป็นกันเองและเอ็นดูนักท่องเที่ยว ไม่เจออะไรที่รู้สึกว่าเป็นการเอาเปรียบนักท่องเที่ยวเลยครับ ผมว่าตรงนี้เป็นเสน่ห์ นะครับ

3.การไปอิหร่านครั้งนี้ทำให้รู้สึกเฉยๆ กับคนที่เค้าคลุมผ้าแบบมิดชิดครับ เมือก่อนอาจจะด้วยไม่ค่อยเจอพอเจอเลยอาจจะไม่ค่อยชินครับ แต่ ทริปนี้ไปคือ ผู้หญิงทุกคนต้องคลุมผ้า ก็เลยได้เห็นพี่ๆ ที่ไปด้วยกันคลุมผ้า ก็เลยดูกลมกลืนกันไปหมดเลยกับคนอิหร่าน อีกอย่าง ตอนขากลับก็เห็นคนอิหร่านที่มาเมืองไทย พอขึ้นเครื่องหลายคนก็ถอดผ้าคลุมออกเลยครับ ก็เลยได้เห็นว่าจริงๆ แล้วเค้าก็แต่งตัวปกติเหมือนเรานี่แหละครับ

4.พวกค่ากินเที่ยว ค่าครองชีพต่างๆ ไม่ได้แตกต่างจากไทยเท่าไรครับ อาจจะพอๆ กันด้วยซ้ำครับ อย่างเวลานั่งแท็กซี่ก็ไม่ได้แพง อาจจะด้วยน้ำมันบ้านเค้าถูกด้วยมั้งครับ ลิตรละประมาณ 11 บาท ไทยเอง

5.คนที่นี่ไม่กินหมู ไม่กินแอลกอฮอล์

6.ได้เห็นการขึ้นรถสาธารณะ ของคนที่นี่เช่นรถเมล์ รถไฟฟ้า เค้ามีการแยกตู้ ชาย-หญิงเลยครับ ผมว่าตรงนี้ถ้าใครจะไปเที่ยวเองแล้วในกลุ่มมีทั้งผู้ชายผู้หญิง ต้องนัดกันดีๆ นะครับว่าลงที่ไหนยังไง

7.ร้านอาหารที่อิหร่าน เค้าจะไม่ค่อยทำอาหารไว้ก่อนครับ เค้าจะรอให้คนไปถึงร้านก่อน ถึงจะเริ่มทำ ถึงแม้ว่าคุณจะไปกับทัวร์ก็ตาม เมื่อคุณไปถึงร้านแล้ว อาจจะต้องนั่งรออาหารอีกประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้นแค่เริ่มหิว ก็เริ่มเข้าไปนั่งในร้านได้เลยครับ ไม่ต้องรอให้หิวจนถึงขีดสุดแล้วค่อยเข้าร้าน อาจจะเกิดอาการโมโหหิวได้ครับ 555

8.สถานที่อะไรที่เกี่ยวกับราชกาล หรือหน่อยงาน ส่วนใหญ่แล้วเค้าห้ามถ่ายรูปนะครับ ประเทศนี้ค่อนข้างกลัวเรื่องคนจะมาเป็นสายลับมั้งครับ

ท่านใดมีคำถามอะไรก็เม้นถามได้เลยนะครับ หรือจะหลังไมค์มาก็ได้ครับ


ทั้งท้ายด้วยสัญลักษณ์รถไฟไต้ดินที่เตหะรานนะครับ

 



Booking.com

Facebook Comments

Related posts

2 thoughts on “พาไปเยือนอิหร่าน มนต์เสน่ห์แห่งอาณาจักรเปอร์เซีย กับการเปิดเส้นทางบินใหม่ของ Thai Airways สู่ เตหะราน

  1. ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลดีดีเหล่านี้

  2. ยศวดี​ เกตุ​สา​คร​

    อยาก​ทราบ​ว่า​เงิน​อิหร่าน​สามารถ​แลก​เป็น​เงิน​ไทย​ได้​ไหม​ใน​ประไทย​ใน​กรณี​เงิน​อิหร่าน​เหลือ​ติดตัว​มาไทย